Category: KATALYST

5 ตัวอย่างเทคโนโลยี IoT ที่กำลังมาแรงในอีก 5 ปีข้างหน้า

Posted on by admin_beacon_2024

IoT หรือ Internet of Thing หมายถึงอุปกรณ์หรือสิ่งของที่สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่าย เช่น แอปพลิเคชัน (Application), ระบบ Cloud Storage และ Smart Device โดย IoT เป็นหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าจับตามองและกำลังมาแรงในแวดวงธุรกิจ

 

ตลาด IoT กำลังเติบโต

รายงานจาก Fortune Business Insights ได้ทำการวิเคราะห์ตลาด IoT ทั่วโลก โดยสถิติพบว่า มูลค่าตลาด IoT ปี 2018 ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่า 190 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจากการคาดการณ์ ในปี 2026 มูลค่าตลาดจะเพิ่มสูงถึง 1,111.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ตัวอย่างกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาด IoT

สำหรับผู้เล่นหรือกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาด IoT แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน (Banking, Financial Services and Insurance หรือ BFSI) กลุ่มค้าปลีก (Retail) กลุ่มสุขภาพ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงงาน กลุ่มเทคโนโลยีการสื่อสาร หน่วยงานภาครัฐ และสุดท้ายคือ ธุรกิจเกี่ยวกับการคมนาคม

ถึงแม้ว่าจะมีผู้เล่นในตลาดถึง 7 กลุ่ม แต่กลุ่มธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนตลาด IoT คือ กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 21.1% จากทั่วโลก โดยภาคธุรกิจดังกล่าวได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จึงจำเป็นที่กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินต้องพัฒนาระบบ IoT เพื่อเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้บริการกับผู้บริโภค

IoT ครอบคลุมตลาดทั้งธุรกิจขนาดเล็กและใหญ่

ไม่ใช่แค่เพียงธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่หันมาปรับใช้ IoT ภายในองค์กร แต่ธุรกิจขนาดเล็กทั้ง SME และ Startup ต่างก็ขับเคลื่อนธุรกิจด้วย IoT ทั้งสิ้น โดยส่วนใหญ่แล้วธุรกิจขนาดเล็กนิยมใช้ IoT ในการจัดการข้อมูล รวมถึงใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน

จากแนวโน้มทิศทางการเติบโตของมูลค่าตลาด IoT ในระดับโลก สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยี IoT กำลังเป็นสิ่งสำคัญต่อภาคธุรกิจในอนาคต ในบทความนี้จึงขอยกตัวอย่าง 5 เทคโนโลยี IoT ที่กำลังมาในอนาคต

 

ตัวอย่างเทคโนโลยี IoT ที่กำลังมาแรงในอีก 5 ปีข้างหน้า

เทคโนโลยี IoT ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อภาคธุรกิจและภาครัฐ รวมถึงพฤติกรรมของมนุษย์ สามารถแบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลักๆ ตามกลุ่มตลาด IoT ดังนี้

1. เทคโนโลยี Smart City

เทคโนโลยี Smart City เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารของหน่วยงานรัฐ โดยอีก 5 ปีข้างหน้า เมืองใหญ่ในหลายประเทศจะพัฒนาเมืองให้ทันสมัยเป็น Smart City ด้วยการเชื่อมต่อเมืองเข้ากับระบบ IoT และ Data

ตัวอย่างเทคโนโลยี IoT กับการพัฒนาเมืองสู่ Smart City มีดังนี้

  • Smart Grid ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเชื่อมต่อการจ่ายกระแสไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยี ช่วยคำนวณพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละพื้นที่ แก้ปัญหาการจ่ายกระแสไฟฟ้าไม่พอ ลดปัญหาไฟฟ้าดับ
  • Transportation การพัฒนาระบบขนส่งด้วย IoT ช่วยแก้ไขหลากหลายปัญหาบนท้องถนน ทั้งรถติดและที่จอดรถ ยกตัวอย่างเช่น การใช้แอปพลิเคชัน JustPark แก้ไขปัญหาที่จอดรถที่มีอยู่อย่างจำกัดในประเทศอังกฤษ JustPark แก้ปัญหาด้วยการแสดงผลที่จอดรถที่ว่างแบบ Real Time ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเสียเวลาวนหาที่จอด, ระบบ Smart Analytics แก้ไขปัญหารถติดในประเทศจีน ด้วยการติด Censor ที่รถยนต์มากกว่า 1 ล้านคัน เพื่อวิเคราะห์ความหนาแน่นของปริมาณรถในแต่ละพื้นที่ จากนั้นจึงส่งข้อมูลให้ผู้ใช้รถหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว หรือประเทศไทยก็มีแอปพลิเคชัน Liluna ช่วยหาเพื่อนแชร์ค่าเดินทาง แก้ไขปัญหาปริมาณรถในเมือง เป็นต้น
  • Smart Environment เมืองที่คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น ประเทศเม็กซิโก ใช้โปรแกรม ProAire แก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

2. เทคโนโลยี Healthcare

ในอีก 5 ปีข้างหน้า เทคโนโลยี Healthcare จะพัฒนาสู่ Smart Healthcare ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ พัฒนาระบบการรวบรวมและส่งต่อข้อมูล เพื่อช่วยยกระดับการรักษาและการดูแลสุขภาพของประชาชน

ตัวอย่างเทคโนโลยี IoT กับ Healthcare

  • Decentralization of Medical Information การนำข้อมูลทางการแพทย์มาวิเคราะห์แนวทางการรักษา และใช้ระบบ IoT เชื่อมโยงอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งการตรวจวัดและการประเมินความเสี่ยง ซึ่งหลักการนี้ใช้รูปแบบ DApps (Decentralized) ซึ่งรวบรวมข้อมูลบันทึกเข้ารหัสใน Blockchain เพื่อแก้ปัญหา Single Point of Failure หรือการเก็บข้อมูลที่ศูนย์กลางที่อาจทำให้ข้อมูลเสียหายได้ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าว และเริ่มสร้างโมเดลต้นแบบ (Prototype) มาใช้ในเครือโรงพยาบาลเอกชนแล้ว
  • Personalized Treatment and Service การนำ AI มาปรับใช้สร้าง Machine Learning Genomics ยกระดับการรักษาทางการแพทย์ให้สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยในระดับบุคคล อาทิ การรักษาตามกรรมพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงสุขภาพ เป็นต้น โดยแนวคิดดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนการวิจัยเพื่อทดลองความเป็นไปได้ในการรักษาแบบ Personalized (การรักษาระดับบุคคล) ในประเทศแถบยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลีและสวีเดน
  • Transformation of Public Health Service ช่องทางในการรักษาทางไกล ลดต้นทุนการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ เปลี่ยนจากการลงพื้นที่สู่การรักษาทางไกลด้วยระบบ IoT โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพด้วย Smart Health ของประเทศไทย

3. เทคโนโลยี FinTech

จากข้อมูลข้างต้นที่กล่าวว่า กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินเป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนตลาด IoT โดยกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีการพัฒนาระบบ IoT เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภค และความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤติ Covid-19

ตัวอย่างเทคโนโลยี IoT กับ FinTech

  • Prompt Customer Assistance การพัฒนาระบบให้สามารถช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว อาทิ บริการ Eatable จาก KBTG ที่เชื่อมต่อระบบกับร้านอาหารด้วย Smart Tags อย่าง QR Code ช่วยเหลือร้านอาหารในการจัดการร้านแบบครบวงจร ตั้งแต่รับ Order จนถึงการชำระเงิน
  • Authentication and Safety การพัฒนาความปลอดภัยให้กับลูกค้าด้วยการชำระค่าบริการผ่านระบบ Face Pay (การชำระด้วยสแกนใบหน้า) ซึ่งถูกนำมาใช้งานจริงที่สามย่าน วัลเลย์ อาคารแห่งนวัตกรรมจาก KBTG แล้ว

4. เทคโนโลยี IoT ในภาคธุรกิจ Retail

ธุรกิจค้าปลีก (Retail) เป็นอีกหนึ่งภาคธุรกิจที่ IoT เข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจ ทั้งการดูแลลูกค้า การติดตามควบคุมสินค้า และการจัดการ Supply Chain จนไปถึงระบบการติดตามและประมวลผลพฤติกรรมลูกค้า เพื่อพัฒนาธุรกิจค้าปลีกสู่อนาคต

ตัวอย่างเทคโนโลยี IoT กับธุรกิจ Retail

  • Supply Chain การจัดการระบบ Supply Chain เช่น การนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในการตรวจสอบสินค้า เพื่อตรวจสอบปริมาณสินค้าได้ตลอดเวลา และยังช่วยให้สามารถวางแผนการจัดซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • In-Store Analytic เป็นระบบเซนเซอร์ที่สามารถเชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิด โดยนำมาวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในร้าน (Environment) สำรวจว่าลูกค้าเดินจุดไหนบ่อย หยิบสินค้าบริเวณไหน (Heatmap) เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และพัฒนาร้านต่อไป โดยระบบ In-Store Analytic ทาง Hitachi ได้พัฒนาขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า Lidar Sensor ที่คอยติดตามพฤติกรรมลูกค้าภายในร้าน
  • Check Out-Less Store ร้านค้าที่ไม่มีพนักงานแคชเชียร์ โดย IoT ที่ใช้ภายในร้านมีดังนี้ Computer Vision และ Sensor Fusion ซึ่งจะทำงานร่วมกับ AI ในการทำ Deep Learning คอยติดตามและประมวลผลการจับจ่ายสินค้า รวมถึงสามารถตัดเงินจากบัญชีได้ทันทีที่ลูกค้าออกจากร้าน โดยต้นแบบของ Check Out-Less Store คือ Amazon Go ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ร้านค้าปลีกแห่งอนาคต

5. เทคโนโลยี IoT ในภาคอุตสาหกรรม (โรงงาน)

สำหรับแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมกับการนำ IoT มาใช้ในอีก 5 ปีข้างหน้า มุ่งเน้นไปที่ระบบการจัดการ การผลิตสินค้าแบบอัตโนมัติ การเชื่อมต่อข้อมูลและประมวลผล เพื่อพัฒนาโรงงานสู่ Intelligence manufacturing

ตัวอย่างเทคโนโลยี IoT กับภาคอุตสาหกรรม (โรงงาน)

  • Machine to Machine Communication (M2M, Telematics ) เชื่อมต่อเครื่องจักรให้สามารถสื่อสารกันด้วย Smart Censor เพื่อการทำงานที่สอดคล้องและพนักงานสามารถประเมินสถานะการทำงานของขั้นตอนการผลิตได้รวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ M2M ยังพัฒนาไปสู่การควบคุมการขนส่งสินค้า (Logistics) ซึ่งทาง Wipro บริษัท Business Solution ได้เผยว่า ลูกค้าหลายรายเริ่มใช้ M2M ในการขนส่งสินค้าและควบคุมการผลิต โดยเฉพาะในการขนส่งระบบ M2M ช่วยให้การสื่อสารและการติดตามสะดวกมากยิ่งขึ้น
  • Manufacturing Execution Systems (Mes) ระบบการประมวลผลการทำงานแบบ Real Time สามารถควบคุมติดตามและบันทึกผลการผลิตได้ผ่านสมาร์ทโฟนและแท็ปเล็ต โดยกรณีศึกษาของ TEC Systems Group บริษัทผู้ให้บริการด้าน Automation Solution พบว่า บริษัท OEM ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารได้นำระบบ Mes มาปรับใช้เพื่อพัฒนาการทำงานในโรงงาน และเชื่อมต่อกับสายการผลิตเพื่อให้ลูกค้าของบริษัทได้ติดตามผลการทำงานด้วย
  • Machine Learning การใช้ Machine Learning ถือเป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรมโรงงาน แต่ในอนาคต AI จะมีบทบาทด้วยการประยุกต์เข้ากับ Machine Learning เป็น Intelligence manufacturing ที่มีการผลิตแบบอัตโนมัติ ล่าสุดบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของจีนในเมืองอู่ฮั่น ได้เริ่มดำเนินการแล้วในช่วงวิกฤติ Covid-19 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถผลิตสินค้าได้โดยไม่ต้องอาศัยพนักงาน ในช่วงเวลาที่มีมาตรการปิดเมือง

Summary

IoT คือหนึ่งในตัวอย่างเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจ ยังมีเทคโนโลยีอีกมากที่ช่วยให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้จะช่วยให้ธุรกิจพัฒนาอย่างยั่งยืนในยุค Digital Disruption

อ้างอิง:

“Food Tech” เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก พลิกธุรกิจอาหาร

Posted on by admin_beacon_2024

ปรากฎการณ์ Digital Disruption ที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนคลื่นซัดสาดใส่ทุกวงการ แม้แต่ธุรกิจที่ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอย่างธุรกิจอาหารก็ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากเรื่องนี้ ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและโจทย์ใหม่ๆ เช่น สังคมผู้สูงอายุ การดูแลสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความท้าท้ายอย่างมากกับวงการอาหาร การพัฒนา Food Tech เทคโนโลยีอาหาร จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่มาแก้ปัญหาในปัจจุบัน

 

Food Tech คืออะไร ทำไมจึงโดดเด่นในยุคนี้

Food Tech หรือ Food Technology คือ เทคโนโลยีที่ช่วยปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และพัฒนาคุณภาพของอาหาร ตั้งแต่กระบวนการสรรหาวัตถุดิบ ขนส่ง แปรรูป จนออกมาเป็นสารพัดเมนูบนโต๊ะอาหารให้ทุกๆ คนได้รับประทานกัน

บทบาทของ Food Tech นั้นมีมากมายในประวัติศาสตร์ ตัวอย่างเช่น การใช้เทคโนโลยีเพื่อผลิตอาหารกระป๋องในช่วงศตวรรษที่ 18 เพื่อความง่ายต่อการเก็บรักษาและการขนส่ง, การคิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้ผู้คนสามารถทานที่ไหนก็ได้ หรือที่ใกล้ตัวมากยิ่งขึ้นการสร้าง Platform Amazon Fresh เป็นตัวกลางการซื้อขายอาหารด้วยระบบออนไลน์ เมื่อปี 2007 เป็นต้น

โดยทาง Research and Market ได้คาดการณ์ว่ามูลค่า Food Tech ทั่วโลกจะสูงถึง 2.50 แสนล้านดอลลาร์ (7.79 ล้านล้านบาท) ในปี 2022 ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงความนิยมทั้งจากบริษัทใหญ่และ Startup ได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ทำให้ Food Tech มีความโดดเด่นขึ้นมาในยุคนี้เห็นจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น

  • ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
  • การเข้ามาของสังคมผู้สูงอายุ
  • นิยมสั่งสินค้าแบบเดลิเวอรี่
  • ใส่ใจสินค้ารักษ์โลก
  • สนใจสินค้าที่มีเอกลักษณ์

จากตัวอย่างดังกล่าว ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยจึงต้องมีการลงทุนในเทคโนโลยีทางอาหารมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้นและสามารถแข่งขันได้นั่นเอง

 

การปฏิวัติวงการด้วย Food Tech ที่พบเห็นได้ในปัจจุบัน

ดังที่บอกว่า Food Tech นั้นมีการพัฒนามาหลายยุคหลายสมัย จนเทคโนโลยีบางส่วนถูกหลอมรวมกับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารไปแล้ว แต่ก็ยังมีเทคโนโลยีอีกไม่น้อยที่ได้เข้ามามีบทบาทในการปฏิวัติวงการ Food Tech ในปัจจุบัน เช่น

1. Food Delivery Platform แพลตฟอร์มจัดส่งอาหาร เช่น GrabFood, Line Man, Food Panda และ Gojek ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารต่างๆ ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้าน

2. On-demand Food Discovery & Ordering แพลตฟอร์มค้นหาร้านอาหาร จองโต๊ะอาหาร และสั่งอาหาร เช่น Yelp และ Wongnai

3. Smart Kitchen Appliance เครื่องครัวอัจฉริยะ ที่มีส่วนช่วยให้การทำอาหารง่ายขึ้น เช่น หม้อทอดไร้น้ำมันที่มีการติดตั้งระบบ IoT สามารถสั่งการผ่านมือถือได้ จนถึงอุปกรณ์ที่มีส่วนช่วยในร้านอาหาร เช่น หุ่นยนต์ทำอาหารของ McDonald’s

4. Supply and Waste Management การจัดการ Supply Chain ในร้านอาหาร เช่น algorithm Eden จาก Walmart ที่ช่วยในการคำนวณความสดของสินค้าและช่วงเวลาจัดเก็บ เพื่อลดปริมาณอาหารเน่าเสียในร้าน

5. Meat Substitute เนื้อเทียมเข้ามามีบทบาทอย่างมากตามกระแสรักษ์โลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยเนื้อเทียมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Plant-based protein ที่ทำมาจากผักและถั่วเหลือง ซึ่งได้รสสัมผัสใกล้เคียงกับเนื้อจริง

การพัฒนาของ Food Tech ต่ออุตสาหกรรมอาหารไทย

ไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตอาหารคุณภาพสูง ส่งออกได้มาก แต่ยังพบปัญหาด้านการจัดการ การขนส่งและการควบคุมคุณภาพเพื่อให้ได้มาตรฐาน และนั่นคือสิ่งสำคัญที่ Food Technology เข้ามาแก้ปัญหา

โดยธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีอาหารที่มีความก้าวหน้าในประเทศไทยอย่างชัดเจนคือ Food Delivery ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ธุรกิจการส่งอาหารปี 2563 เติบโตมากกว่าปีก่อนหน้าถึง 150% และมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ คาดการณ์ว่ามีการใช้งานการจัดส่งอาหารทั้งหมดในปี 2564 ราว 66-68 ล้านครั้ง

นอกเหนือจาก Food Delivery แล้ว ยังมีการพัฒนาเกี่ยวกับอาหารเพื่อผู้สูงอายุ อาหารเพื่อสุขภาพ เนื้อเทียม การจัดการ Supply Chain ของร้านอาหาร รวมถึงการปั้นกรุงเทพให้กลายเป็น “Food Tech Silicon Valley แหล่งรวมของสตาร์ทอัพและการลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยีอาหาร” จากสถาบันนวัตกรรมแห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม มูลค่าการลงทุน Food Tech ในประเทศไทยเองยังคงน้อยหากเทียบกับตลาดโลก อ้างอิงจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ โดยไทยมีสัดส่วนสตาร์ทอัพ Food Tech เพียง 44 บริษัท คิดเป็น 0.43% จากทั้งโลก และเน้นไปในด้านการพัฒนาวัตถุดิบอาหารเสียส่วนใหญ่ ในขณะที่นานาชาตินั้นให้ความสำคัญกับอาหารในหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ การใช้พลังงานสะอาดในการทำอาหาร และการพัฒนาด้าน Logistics ในการขนส่งอาหาร

โอกาสของประเทศไทยคือ เรายังมีช่องว่างอีกมากในการลงทุนด้าน Food Tech อีกทั้งไทยยังมีข้อได้เปรียบจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีชื่อเสียงด้านอาหารอยู่แล้ว จากความตั้งใจของเกษตรกร สตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความร่วมมือจากทางภาครัฐ ทำให้มั่นใจได้ว่าในอนาคต Food Tech ไทยจะมีอะไรน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

Summary

Food Tech นั้นเปรียบเสมือนการปฏิวัติทางอาหารในทุกยุคทุกสมัย และส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก โดยมีผู้บริโภคและเทคโนโลยีในสมัยนั้นๆ เป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งในปัจจุบันได้เน้นไปที่ระบบ Delivery การพัฒนาอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนา Automation

ทว่าสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือการลงทุน Food Tech ในไทย เป็นการลงทุนในวงจำกัด และยังไม่หลากหลายเพียงพอ ช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสสำคัญเพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเติมเต็มวงการ Food Tech ไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

การสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปสู่สังคมทุกระดับเพื่อเติมเต็ม Ecosystem ของ Food Tech อาจเป็นโจทย์สำคัญในการพัฒนาเรื่องนี้ให้ได้อย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นสตาร์ทอัพที่มีไอเดียน่าสนใจและกำลังทำงานเพื่อพัฒนาวงการให้ดียิ่งขึ้น สามารถพูดคุยกับเรา Katalyst ได้ที่นี่ เพราะเราคือเพื่อนที่พร้อมพัฒนาศักยภาพสตาร์ทอัพไทย ด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อทำให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างก้าวไกลและยั่งยืน

 

อ้างอิง:

HealthTech เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ จุดเปลี่ยนนวัตกรรมทางการแพทย์

Posted on by admin_beacon_2024

HeathTech เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นหลังจากเกิดวิกฤติ Covid-19 ทั้งในด้านการลงทุนและการตอบสนองพฤติกรรมของผู้คนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ส่งผลให้ HeathTech เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในอุตสาหกรรมการแพทย์

ทำความรู้จัก HealthTech สตาร์ทอัพสายสุขภาพ

HealthTech เป็นเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่พัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงผู้คนเป็นหลัก มีบทบาทเพื่อสนับสนุนความต้องการด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเป็นนวัตกรรมที่ต่อยอดจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ และยกระดับความก้าวหน้าของวงการแพทย์ทั่วโลก

ยกตัวอย่าง Touch Surgery สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษที่ได้ทำการจำลองการผ่าตัด และนำเสนอออกมาในรูปแบบ AR Simulation เพื่อประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ ให้ได้ทำการฝึกวิเคราะห์ผ่านการผ่าตัดเสมือนจริง นอกจากนี้ยังลดปัญหาด้านการขาดแคลน Resource ในการสอนอีกด้วย

ไม่เพียงแค่พัฒนาในด้านการรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันของผู้คนให้เข้าถึงความรู้ด้านสุขภาพ ตัวอย่างเช่น Babylon Health สตาร์ทอัพจากอังกฤษ เป็นแอปพลิเคชันที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานนัดพบหรือขอคำปรึกษาจากแพทย์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยใช้ระบบ AI ในการจับคู่แพทย์กับผู้ป่วย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สนับสนุนต่างๆ เช่น AI Chatbot ที่สามารถตอบคำถามทางการแพทย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และการสั่งซื้อยาโดยส่งใบสั่งยาจากแพทย์ไปยังร้านขายยาใกล้ๆ ผ่านแอปพลิเคชันได้สะดวกยิ่งขึ้น

นับเป็นตัวอย่างของสตาร์ทอัพ HealthTech ที่สามารถเข้าถึงชีวิตประจำวัน และเชื่อมต่อระหว่างผู้คนและผู้ให้บริการด้านสุขภาพได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่าง HealthTech ที่น่าจับตามองจากทั่วโลก

มาดูกันว่าในปัจจุบันสตาร์ทอัพด้าน HealthTech จากทั่วโลกที่กำลังเป็นที่สนใจและสามารถสร้างจุดเปลี่ยนให้กับวงการสุขภาพได้ มีอะไรบ้าง

  • MedicPad

Image Source: MedicPad

MedicPad HealthTech จากโรมาเนีย เป็น Platform สำหรับแพทย์ที่แชร์ข้อมูลของผู้ป่วยผ่าน Cloud Storage ทางแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน โดยที่สามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลสำคัญต่างๆ ของผู้ป่วยจะไม่รั่วไหลออกไป

โดยข้อมูลที่แชร์นั้นจะประกอบไปด้วยประวัติส่วนตัว ประวัติการเจ็บป่วย โรคประจำตัว ประวัติการรับยาและการเข้ารักษาต่างๆ เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถทำการวินิจฉัยและทำการรักษา หรือวิเคราะห์แนวทางรักษาได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้วยการแชร์ข้อมูลผู้ป่วยระหว่างทีมแพทย์แต่ละแห่ง จึงช่วยทำให้ประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้ดียิ่งขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งในสตาร์ทอัพที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

 

  • Novamab

Image Source: Bioworld

Novamab เป็น HealthTech สัญชาติจีน ที่พัฒนาเทคโนโลยีชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) โดยนำแนวคิดของนาโนบอดี้มาใช้ในการพัฒนาตัวยา (Nanobody-Based Drugs) ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีก

Novamab ได้ทำการสร้างศูนย์วิจัยเพื่อทำการค้นหาความเป็นไปได้ที่จะนำเทคโนโลยีนาโนบอดี้มาใช้พัฒนาประสิทธิภาพของตัวยา และเภสัชกรรมปัจจุบันของโลก อีกทั้งยังมีจุดประสงค์ที่ต้องการให้วงการแพทย์ทั่วโลกได้เข้าใจถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนาโนบอดี้อีกด้วย

หากผลลัพท์ที่ออกมาเป็นไปตามที่ Novamab ได้คาดการณ์เอาไว้ ไม่เพียงแต่ตัวยาจะมีประสิทธิภาพที่ดีมากขึ้นเท่านั้น แต่หมายความว่าผลลัพท์ในการรักษาโรคก็มีโอกาสสำเร็จที่สูงยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

 

  • Andiamo

Image Source: OnceDaily

Andiamo คือ HealthTech จากอังกฤษ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากสามี-ภรรยา จากครอบครัว Parvez ได้สูญเสียลูกชายไปด้วยโรคสมองพิการ จึงจุดประกายให้เกิดเป็นสตาร์ทอัพที่ต้องการช่วยเหลือเด็กๆ ที่มีความผิดปกติทางร่างกายด้วย 3D Printer เพื่อใช้ในการสร้างอวัยวะเทียมทดแทนส่วนที่ขาดหาย พิการ หรือมีปัญหาในการใช้ชีวิต

ซึ่งเป็นไอเดียที่จะช่วยสร้างอนาคตให้กับเด็กๆ ทั่วโลกที่มีความผิดปกติทางร่างกาย ให้สามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงเด็กปกติมากที่สุด ด้วยไอเดียเปลี่ยนโลกนี้จึงทำให้ได้รับเงินสนับสนุนจาก Sir Richard Branson CEO แห่ง Virgin Group และสามารถเข้าร่วมกับ NHS (บริการสาธารณสุขแห่งสหราชอาณาจักร) ได้

 

ความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อ HealthTech

ปัจจุบัน HealthTech กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก อ้างอิงข้อมูลจาก Statista ในช่วงปี 2015-2017 HealthTech มีมูลค่าการลงทุนต่อเนื่องมากถึง 20% ต่อปี และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2020 หลังจากที่เกิดวิกฤติ Covid-19 ทาง Medcitynews เผยว่า บริษัทด้าน HealthTech หลายแห่งเปิดเสนอขายหุ้นสู่สาธารณะ (IPO) ซึ่งแต่ละบริษัทได้รับการลงทุนไม่ต่ำกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ อาทิ

  • GoHeath บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปิด IPO ด้วยมูลค่าซื้อขาย 916 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • Amwell บริษัทให้บริการทางการแพทย์ผ่านระบบโทรคมนาคม (Teleheath) ปิด IPO ด้วยมูลค่าซื้อขาย 742 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • Schrodinger บริษัทซอฟต์แวร์ด้านยารักษาโรค ปิด IPO ด้วยมูลค่าซื้อขาย 232 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดย HealthTech ที่ได้รับความสนใจจากผู้คนในยุคปัจจุบันได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพไร้สาย (Wireless Health) และอุปกรณ์ติดตามดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ (Mobile Health) ที่สามารถพกพาได้ง่าย เช่น นาฬิกาอัจฉริยะ (Smart Watch), สมาร์ทโฟน (Smart Phone) ซึ่งหากนับเฉพาะตลาด Mobile Health จากช่วงปีที่ผ่านมามีความเติบโตพุ่งสูงถึง 42% ต่อปีเลยทีเดียว

  • Wireless Health นวัตกรรมด้านสุขภาพแบบไร้สาย ตัวอย่างเช่น การติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสัญญาณชีพ (Vital Signal) ไว้ที่ร่างกายของผู้ป่วย เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นก็จะทำการส่งสัญญาณไปยังแพทย์ผู้ดูแล เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้ในทันที ซึ่งจะช่วยให้การบริหารบุคลากรในการดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถเก็บบันทึกสถิติเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการรักษาได้อีกด้วย
  • Mobile Health อุปกรณ์สุขภาพเคลื่อนที่ จากที่เมื่อก่อนจะทำได้เพียงการบันทึกข้อมูลสุขภาพ เช่น การวัดระดับชีพจร หรือการเคลื่อนไหวขณะออกกำลังกาย แต่ในปัจจุบันอุปกรณ์เหล่านี้ได้ถูกพัฒนาจนสามารถนำไปใช้ด้านสาธารณสุข เช่น การส่งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อรักษาได้ทุกที่ทุกเวลา เช่น ข้อมูลระดับน้ำตาลในเลือด ระดับออกซิเจน รวมถึงติดตามการนอนหลับของผู้สวมใส่ได้ ทำให้การดูแลสุขภาพกลายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและจับต้องได้ง่ายขึ้น

HealthTech กับความสำคัญต่อประเทศไทยในอนาคต

จากการคาดการณ์โดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี 2021 ประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรที่เป็นผู้สูงอายุมากถึง 13 ล้านคน คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพกำลังจะกลายเป็นเทรนด์หลักของคนไทย ซึ่งสตาร์ทอัพจำนวนไม่น้อยที่เล็งเห็นถึงโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้น ดังนั้นการเข้ามาของ HealthTech จะมีบทบาทมากขึ้นอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น

  • Health at Home Platform ที่มุ่งเน้นไปยังการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยในบ้านโดยเฉพาะ ด้วยบริการ Nursing Home ส่งตรงถึงบ้าน ช่วยจัดการพฤติกรรมของผู้ป่วยให้เป็นไปตามตาราง หรือตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รวมถึงมีบริการรับ-ส่งผู้ป่วยจากโรงพยาบาล ทำให้ลูกหลานสามารถวางใจได้ ซึ่งนับว่าตอบโจทย์ต่อการเข้าสู่สังคมสังคมผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยหรือญาติผู้ใหญ่ เช่น ผู้ที่ต้องออกไปทำงานประจำ เป็นต้น

นอกจากนี้ ด้วยการเข้าถึงของสมาร์ทโฟนยังช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพได้อย่างถูกต้องและสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

  • PobPad (พบแพทย์) Platform ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลด้านสุขภาพที่ดีและน่าเชื่อถือสำหรับผู้ที่อยากรู้ข้อมูลด้านสุขภาพผ่านบทความที่มีประโยชน์ และต้องการปรึกษาปัญหาสุขภาพ โดยสามารถสอบถามข้อมูลที่สงสัยกับบุคลากรทางการแพทย์โดยตรงผ่าน Smart Phone ทำให้ช่วยคลายข้อสงสัยต่างๆ ให้กับผู้ป่วยหรือผู้ที่มีคำถามได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ผู้คนเข้าใจและเข้าถึงการดูแลสุขภาพเบื้องต้นอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทที่ขาดแคลนบุคลากรที่คอยให้คำแนะนำด้านการแพทย์

นอกจากนี้จากวิกฤติ Covid-19 ส่งผลให้พฤติกรรมของคนในสังคมเริ่มเปลี่ยนไป การรักษาแบบ Teleheath (การรักษาทางไกลผ่านระบบดิจิทัล) จึงมีแนวโน้มที่เติบโตมากยิ่งขึ้น โดยในไทยมี Startup หลายรายที่พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อาทิ

  • OOCA แอปพลิเคชันให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตผ่านวิดีโอคอล ผู้ใช้งานสามารถปรึกษาจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญได้โดยไม่ต้องเดินทาง
  • Diamate แอปพลิเคชันดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่บ้านร่วมกับการรักษาที่พยาบาล แอปฯ ดังกล่าวช่วยให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว เก็บสถิติการทานอาหาร รวมถึงติดตามระดับน้ำตาลแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดความผิดปกติ
  • ใกล้มือหมอ แอปพลิเคชันวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ผู้ใช้งานสามารถคัดกรองโรคเบื้องต้น และรับคำแนะนำจากแพทย์ผ่านคลิปวิดีโอ รวมถึงสามารถจดบันทึกอาการเพื่อติดตามผลย้อนหลังได้อีกด้วย

Summary

HeathTech ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นหลังจากการเกิดวิกฤติ Covid-19 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของพฤติกรรมของคนและบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ผลจากความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความสนใจจากนักลงทุน ส่งผลให้ธุรกิจด้านสุขภาพอาจต้องเตรียมรับมือกับการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาใช้เป็นตัวช่วยในการพัฒนาสินค้าและบริการ เช่น เทคโนโลยี AI หรือ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน

สุดท้ายนี้การพัฒนาสินค้าและบริการของสตาร์ทอัพสาย HealthTech มิใช่แค่เพียงมุ่งเน้นไปที่การแข่งขันเท่านั้น แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาทางสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างตรงจุด และช่วยให้สุขภาพของคนในสังคมดีขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยหากทำได้เช่นนี้แล้วการหานักลงทุนก็คงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และธุรกิจก็จะเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

พฤติกรรมเปลี่ยนธุรกิจต้องปรับ สร้างโอกาสหลังวิกฤติด้วย Design Thinking

Posted on by admin_beacon_2024

Design Thinking คืออะไร ?

 

Design Thinking คือ กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) และการคิดเชิงธุรกิจ (Business Thinking) เข้าไว้ด้วยกัน

โดยหลักการสำคัญอยู่ที่การทำความเข้าใจความต้องการ ปัญหา และความจำเป็นของกลุ่มเป้าหมาย (Human-Centered) อย่างแท้จริง แล้วจึงระดมความคิดเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของผู้ใช้งานหรือผู้บริโภคมากที่สุด

 

กระบวนการ Design Thinking แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนดังนี้

 

1. Empathize (การทำความเข้าใจ)

การทำความเข้าใจในที่นี้หมายถึง การศึกษากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ โดย Empathize เป็นกระบวนการแรกสุดและสำคัญที่สุดของ Design Thinking ในการทำความเข้าใจถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี อาทิ การสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์ทั้งแบบรายบุคคล (Individual Interview) และแบบกลุ่ม (Focus Group) เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาตั้งสมมติฐานต่อไป

 

2. Define (กำหนดประเด็นปัญหา)

เมื่อได้ข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายแล้ว ลำดับต่อมาคือ การกำหนดประเด็นปัญหา โดยวิธีนี้ให้พิจารณาถึงปัญหาและโอกาสที่จะได้รับจากการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากนั้นจึงหาไอเดียในการแก้ไขปัญหา

 

3. Ideate (สร้างไอเดีย)

 

เมื่อทราบปัญหาและโอกาสแล้ว ถึงเวลาระดมความคิดหาไอเดียเพื่อแก้ไขปัญหา โดยให้ทีมงานระดมความคิด โยนไอเดียยิ่งมีจำนวนมากยิ่งดี จากนั้นจึงทำการประเมินความเป็นไปได้ในการลงมือทำจริง

Opportunity via design thinking

 

4. Prototype (สร้างต้นแบบ)

 

หลังจากที่ได้ไอเดียมาแล้ว ก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการสร้างโมเดลต้นแบบ (Prototype) โดยโมเดลต้นแบบต้องสามารถสร้างได้รวดเร็ว และเรียบง่าย เพราะจุดประสงค์ในการสร้างคือการทดสอบไอเดียกับกลุ่มเป้าหมายเร็วที่สุด

 

5. Test (ทดสอบ)

 

ขั้นตอนนี้เป็นการนำ Prototype ที่สร้างขึ้นไปให้กลุ่มเป้าหมายทดสอบ เพื่อดูว่าไอเดียที่คิดนั้นสามารถแก้ไขปัญหาให้กลุ่มเป้าหมายได้จริงหรือไม่

 

Case Study ในการนำ Design Thinking มาใช้งานกับธุรกิจ

 

1. Uber Eats

 

Uber Eats เป็น Tech Startup ที่ใช้ Design Thinking ในการสร้างธุรกิจ โดยทาง Uber Eats ใช้กระบวนการ Empathize ด้วยการทำความเข้าใจความแตกต่างของพฤติกรรมมนุษย์ที่ต่างกันออกไปในแต่ละมุมโลก ศึกษารูปแบบการขนส่ง และปรับรูปแบบธุรกิจให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

Opportunity via design thinking

 

เจาะลึกการปรับใช้ Design Thinking ของ Uber Eats

 

จุดเด่นในการทำ Design Thinking ของ Uber Eats คือ Empathize ซึ่งทางทีมทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายด้วยการลงพื้นที่จริง แต่การลงพื้นที่ของ Uber Eats ไม่ใช่แค่ลงการสำรวจพื้นที่ทั่วไป แต่เป็นการส่งทีมงานไปในพื้นที่เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทานอาหาร, โครงสร้างการขนส่ง ไปจนถึงการพูดคุยกับร้านอาหาร พวกเขาศึกษาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) กับ Uber Eats ทั้งหมด เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบธุรกิจให้เหมาะสมที่สุด

 

ตัวอย่างการลงพื้นที่ของ Uber Eats

 

  • สำรวจร้านอาหารในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อสังเกตการจัดการสถานการณ์ของทางร้าน
  • เข้าไปนั่งทานอาหารค่ำกับครอบครัวคนพื้นที่ เพื่อสังเกตพฤติกรรมการทานอาหาร
  • ติดตามพฤติกรรมการส่งอาหารของคนส่งอาหาร เพื่อศึกษาระยะเวลาและระยะทางรวมถึงวิธีที่ใช้ส่งอาหาร

 

ทั้งนี้เนื่องจาก Uber Eats มีเปิดบริการหลายประเทศทั่วโลก ดังนั้นในทุกพื้นที่ทุกเมืองที่มีบริการ Uber Eats จะผ่านการศึกษาด้วยการลงพื้นที่จริงทั้งหมด เนื่องจากพวกเขามีแนวความคิดที่ว่า “คุณไม่สามารถเข้าใจพฤติกรรมของคนกรุงเทพ ผ่านการนั่งหาข้อมูลบนตึกจากนิวยอร์ก”

 

เมื่อเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ รูปแบบการดำเนินธุรกิจจึงแตกต่างกันออกไปแต่ละพื้นที่ อาทิ ในกรุงเทพ Uber Eats ใช้มอเตอร์ไซค์ในการขนส่ง ในขณะที่ San Francisco จะใช้จักรยานในการส่งอาหาร ส่วนด้านพฤติกรรมการใช้งาน Uber Eats ในประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถโทรสั่งได้ โดยไม่ต้องผ่านแอปฯ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่ไม่ถนัดสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน เป็นต้น

 

ผลจากการทำ Design Thinking ด้วยความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้ Uber Eats ประสบความสำเร็จ จาก สถิติที่มีคนใช้งานต่อเดือน 21 ล้านคน มีรายได้มากกว่า 1.2 พันล้านเหรียญ (37,000 ล้านบาท) และที่น่าสนใจคือ Uber Eats ในปี 2020 กลายเป็นธุรกิจที่นำรายได้เข้าสู่องค์กรมากกว่า Uber หลัก ที่รายได้หดหายหลังจากเกิดวิกฤติ Covid-19 และมีโอกาสเป็นรายได้หลักขององค์กรต่อไปในอนาคต

 

2. PillPack

 

Tech Startup ที่ช่วยแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการทานยาของผู้ป่วย PillPack เกิดขึ้นจากการทำความเข้าใจผู้ป่วย (Empathize) และเลือกประเด็นปัญหา (Define) ที่พบแล้วมาแก้ไข ด้วยการสร้างระบบการจัดการยาขึ้น ทั้งในรูปแบบเว็บไซต์ติดตามข้อมูล วิเคราะห์ยาและขนาดที่เหมาะสม รวมถึงระบบจัดส่งยาให้ผู้ป่วยถึงหน้าบ้าน

Opportunity via design thinking

 

เจาะลึกการปรับใช้ Design Thinking ของ PillPack

 

PillPack เริ่มต้นใช้ Design Thinking ตั้งแต่พวกเขาเริ่มสร้างธุรกิจ ด้วยการเลือกกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจเป็นผู้ป่วย จากนั้นจึงศึกษาว่ากลุ่มเป้าหมายมีปัญหาอะไรบ้าง และพัฒนาธุรกิจเพื่อแก้ไขปัญหา โดยประเด็นปัญหาที่พวกเขาพบมีดังนี้

 

  • ผู้ป่วยต้องทานยาจากใบสั่งแพทย์ประมาณ 3-4 ตัวยา
  • ใบสั่งยาหมดอายุ ผู้ป่วยต้องไปหาหมออีก
  • ทานยาครบกำหนดแต่อาการยังไม่ดีขึ้น ไม่รู้ว่าต้องหยุดกินหรือควรไปหาหมอ
  • ผู้ป่วยมักลืมทานยา หรือทานยาเกินขนาด
  • ไม่มีเวลาไปรับยาที่โรงพยาบาล

 

หลังจากทราบปัญหา PillPack จัดการแก้ไขด้วยการสร้างเว็บไซต์ขายยาออนไลน์ ภายในเว็บมีระบบการดูแลคนไข้เกี่ยวกับการทานยา ทั้งจำนวนยาที่ต้องทานและวันหมดอายุ รวมถึงมีเภสัชกรคอยตอบปัญหาให้แก่ผู้ใช้งานเสมอ

 

ไม่เพียงแต่ในด้านเทคโนโลยี ทาง PillPack ใช้ Design Thinking ในการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยการจัดยาเป็นห่อแยกกินครั้งละซอง เพื่อป้องกันการหลงลืมทานยา รวมถึงมีบริการจัดส่งยาให้ถึงหน้าบ้าน เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ป่วยไม่มีเวลาไปซื้อยาที่ร้านขายยา

 

หลักแนวคิดของ PillPack คือ สร้างร้านขายยาที่ไม่ใช่แค่จ่ายยา แต่เป็นร้านขายยาที่ทำให้ลูกค้าสุขภาพดีขึ้น ดังนั้น PillPack จึงทำการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการยา เปลี่ยนปัญหาที่ยุ่งยากให้เรียบง่ายสำหรับผู้ป่วย

 

จากความสำเร็จของ PillPack ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ส่งผลให้ทาง Amazon ทุ่มเงิน 1 พันล้านเหรียญ (32,000 ล้านบาท) เพื่อเข้าซื้อ PillPack ไปในที่สุด โดย PillPack ถือเป็น Startup ที่ไม่ใช่แค่เพียงการแก้ปัญหาด้านพฤติกรรมแต่ปฏิวัติระบบการจัดการยาด้วย Design Thinking

 

3. Make by KBank

 

ไม่เพียงแต่ Startup เท่านั้น ในส่วนขององค์กรอย่างธนาคารกสิกรไทย ได้นำ Design Thinking มาปรับใช้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เช่นเดียวกัน ภายใต้องค์กร KBTG (Kasikorn Business Technology Group) โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวคือ Make by KBank ที่ผ่านการกระบวนการทำ Design Thinking ตั้งแต่ Empathize จนถึง Test

เจาะลึกการปรับใช้ Design Thinking ของ Make by KBank

 

Make by KBank ถูกสร้างขึ้นเพื่อ Reimagine Banking ด้วยการ Empathize คัดกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ทำการศึกษากลุ่มเป้าหมายด้วยการสัมภาษณ์รายบุคคล (Individual Interview) ทำให้เห็นปัญหาเชิงลึก และสามารถออกผลิตภัณฑ์เพื่อแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายได้

 

เนื่องจากการให้ความสำคัญในขั้นตอน Empathize เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึก Make by KBank ได้มีการปรับวิธีการเข้าหากลุ่มเป้าหมาย ปรับคำถาม และเครื่องมือการเล่าเรื่องให้เข้ากับแต่ละกลุ่ม รวมถึงการพยายามเข้าใจ (Empathy) กับกลุ่มเป้าหมายก่อนที่จะเข้าไปสัมภาษณ์

 

ตัวอย่างเครื่องมือในการใช้สัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายของทาง Make by KBank

 

Pilot Session เป็นกระบวนการทดสอบชุดคำถาม เพื่อวิเคราะห์ว่ากลุ่มเป้าหมายชอบทำกิจกรรมประมาณไหน จากนั้นจึงเลือกเครื่องมือและกิจกรรมให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละประเภท

ภาพ: Pilot Session ทดสอบชุดคำถาม

 

Activity Cards เป็นเครื่องมือที่ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยครั้ง ด้วยรูปแบบที่เข้าใจง่าย ผ่านการนำภาพกิจกรรมต่างๆ มาใช้ประกอบคำถามให้กลุ่มเป้าหมายเล่าเรื่องชีวิตประจำวัน เพื่อแก้ไขปัญหาการสื่อสาร เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายไม่ได้เป็นนักเล่าเรื่องมืออาชีพ อาจมีสารบางอย่างที่ตกหล่นไป Activity Cards จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การสื่อสารราบรื่นมากขึ้น

ภาพ: ตัวอย่าง Activity Cards

 

หลังศึกษาข้อมูล ทางทีม Make by KBank พบปัญหาของกลุ่มเป้าหมายดังนี้

 

  • ขั้นตอนการโอนเงินที่ซับซ้อน ต้องขอเลขบัญชีก่อนโอน ทำให้ต้องเปิดเข้าแอปฯ หลายครั้ง
  • ระบบการจัดเก็บประวัติการโอนเงินมีระยะเวลาจำกัด ทำให้ดูย้อนหลังไม่ได้นาน
  • การจัดสรรเงินทั้งรายรับและรายจ่ายของแต่ละบุคคล ที่มีรายละเอียดซับซ้อน ยุ่งยาก อาทิ การตรวจสอบค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ที่ต้องจดบันทึกรายรับรายจ่าย ซึ่งมักจะตกหล่นรายละเอียดบางอย่างไป

 

เมื่อทราบถึงปัญหา ทางทีมจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น โดยแบ่งออกเป็น 3 ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสะดวกมากขึ้น ได้แก่ การโอนเงินโดยไม่ต้องขอเลขบัญชี, การเก็บประวัติการโอนเงินในรูปแบบแชท (Social Chat) และสุดท้ายคือ Cloud Pocket ระบบช่วยจัดสรรเงินของแต่ละบุคคล

 

ด้วยฟีเจอร์ทั้งหมดและกระบวนการออกแบบ Make by KBank จึงเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วย Design Thinking ที่เข้าใจลูกค้าและแก้ไขปัญหาของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

 

Summary

 

Design Thinking เป็นกระบวนการที่เรียบง่าย ทำได้จริง เพียงแค่ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย เลือกประเด็นปัญหา หาไอเดียที่ใช่ สร้างโมเดลต้นแบบ สุดท้ายคือการทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย 5 ขั้นตอนที่ง่ายแต่แฝงไปด้วยพลัง จากทั้ง Startup ต่างประเทศและบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่นำกระบวนการ Design Thinking มาใช้จนประสบความสำเร็จ

 

ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ และไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ Design Thinking จึงเป็นกระบวนการที่น่าสนใจ ที่คุณสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้าง Impact ให้เกิดกับกลุ่มลูกค้าและธุรกิจของคุณได้

KBTG เดินหน้าสู่ระดับเอเชีย จัดตั้ง Development Hub เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย “Think Of Thailand Think Of KBTG”

Posted on by admin_beacon_2024

หลังจากพัฒนาธุรกิจด้วยนวัตกรรม ล่าสุด KBTG ได้เปิดตัว “สามย่าน วัลเลย์” ออฟฟิศแห่งใหม่และพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อเป็น Co-Innovation Space ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจของธนาคารกสิกรไทย รวมถึงแสดงกรอบวัฒนธรรมองค์กร One KBTG ในการมุ่งหน้าสู่ผู้นำบริษัทเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ด้วยเป้าหมาย “Think of Thailand Think of KBTG”

ภายในงานยังอัปเดตเทคโนโลยีอีกมาก ทั้งการนำระบบ Face Recognition และ Face Pay มาใช้ในอาคาร รวมถึง 3 Fintech ใหม่ล่าสุดจาก KBTG ได้แก่ ขุนทอง แพลตฟอร์มเรียกเก็บเงิน, MAKE by KBank แอปพลิเคชันผู้ช่วยด้านการเงินรูปแบบใหม่เพื่อคนรุ่นใหม่ และ Eatable แพลตฟอร์มช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารแบบครบวงจร โดยทั้ง 3 Fintech เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด Contactless Technology ก้าวสู่สังคมแบบ New Normal ด้วยเทคโนโลยีไร้การสัมผัส

สำหรับ แอปพลิเคชันขุนทองมีลูกค้าดาวน์โหลดแล้ว 500,000 ราย แอป Make ดาวน์โหลดแล้ว 20,000 ราย Eatable 10,000 ราย และมีพันธมิตรใช้ Contactless Technology 20 ราย

ล่าสุด KBTG ได้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินและการลงทุนร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สร้างแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเปิดตลาดทุนรูปแบบใหม่ในการส่งเสริมการลงทุนและระดมทุนในรูปแบบดิจิทัล

โดย นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) หรือคุณกระทิง ประกาศนำทัพปักธง พา KBTG ก้าวสู่ผู้นำด้านธนาคารในกลุ่มประเทศ AEC ภายใต้แนวคิด One KBTG ปฏิรูปวัฒนธรรมและกระบวนการทำงานขององค์กร เสริมสร้างความ “Productive” ให้แก่พนักงาน เพื่อตอบสนองต่อกระแสที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาด และสร้างนวัตกรรมทางการเงินเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภค รวมถึงการผลักดัน KBTG ให้ก้าวสู่ Think of Thailand ในการมุ่งหน้าเป็นผู้นำบริษัทเทคโนโลยีของไทยให้ทัดเทียมระดับเอเชีย

KBTG ตอกย้ำความแข็งแกร่งในการก้าวสู่ระดับ AEC ด้วยความสำเร็จจากการบริการ QR KBank ใน สปป.ลาว และได้ขยายบริการจากเวียงจันทร์สู่สะหวันนะเขต ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าใช้บริการแล้ว 70,000 ราย และภายในปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้บริการกว่า 200,000 ราย สำหรับเมียนมาร์ได้ร่วมมือกับเอยาวดี ฟาร์มเมอร์ ดีเวลลอปเมนท์ หรือเอแบงก์ ในการพัฒนาแอปพลิเคชัน A+ ด้วยเทคโนโลยีเดียวกับ K+ ซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันกับในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าจัดตั้ง Development Hub ใน 3 ประเทศ คือ ไทย เวียดนาม และจีน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้กับธนาคารกสิกรไทยที่มุ่งสู่ดิจิทัลแบงกิ้งมากขึ้น พร้อมทั้งอ้าแขนรับตลาดแรงงานดิจิทัล ตั้งเป้าหมายมีบุคคลากร 1,900 คน ภายในปี 2568 เพื่อนำความรู้ความสามารถมาพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงินออกสู่ตลาด

ส่วนในประเทศจีน ล่าสุดกับการเปิดตัว K-TECH ที่เมืองเชินเจิ้น ประเทศจีน ด้วยทุนจดทะเบียน 300 ล้านหยวน มุ่งหน้าพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงินสำหรับธนาคารกสิกรไทยในประเทศจีนและประเทศอื่น รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายขยายตลาดสู่การปล่อยสินเชื่อบุคคลรายย่อย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และยังมีช่องว่างทางการตลาดอีกมาก ในลักษณะที่เป็น Digital Lending

EdTech คืออะไร? ตัวอย่าง EdTech Startup ในไทยที่น่าจับตามอง

Posted on by admin_beacon_2024

ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อนำมาผนวกเข้ากับระบบการศึกษา จึงพัฒนากลายเป็นสื่อการเรียนรู้สมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถสนับสนุนผู้เรียนได้มากกว่า หรือเรียกสั้น ๆ ว่า EdTech

นวัตกรรมเพื่อช่วยการศึกษาของ EdTech ทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น นำไปสู่การต่อยอดทั้งในระดับองค์กรในการพัฒนาทักษะใหม่แก่พนักงาน และในระดับสถาบันการศึกษาที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องผ่านวิธีการใหม่ ๆ

จึงเป็นอีกหนึ่ง Tech Startup ที่บรรดานักลงทุนต่างให้ความสนใจ

มาทำความรู้จักกับ EdTech โดยละเอียด พร้อมตัวอย่างของ EdTech Startup ในประเทศไทย

 

EdTech เทคโนโลยีด้านการศึกษา

 

EdTech (Education Technology) คือ เทคโนโลยีด้านการศึกษา ที่สร้างความแตกต่างจากการเรียนรู้ในแบบเดิม ๆ ให้เกิดรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่หมาะสมกับผู้เรียนทุกช่วงวัย โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกและง่ายต่อการใช้งาน โดยมี resource ที่เหมาะสม

 

EdTech กับความสำคัญของการศึกษาระดับเยาวชน

แม้ว่าการเรียนในห้องเรียนแบบปัจจุบันจะยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเยาวชน แต่การเข้ามาของ EdTech จะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยตอบโจทย์โซลูชั่นการเรียนรู้ในการพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มคุณภาพของเนื้อหา มีเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนการสอน และสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ที่ทำให้เห็นผลลัพท์ของผู้เรียนชัดเจนยิ่งขึ้น

เยาวชนต้องให้ความสำคัญและใส่ใจด้านการเรียนรู้ แต่ด้วยความแตกต่างของพื้นฐานเด็กแต่ละคน ประกอบกับพฤติกรรมของเยาวชนยุคใหม่ที่เรียนค่อนข้างหนัก อาจทำให้เกิดปัญหาเหนื่อยล้าในการเรียนได้ ซึ่ง EdTech Startup หลาย ๆ รายก็ได้สร้าง Solution ออกมาเพื่อแก้ไขกับปัญหาเหล่านี้

ตัวอย่างเช่น Kahoot! EdTech Startup ในรูปแบบ Game-Based Learning ที่เปลี่ยนแปลงโลกการเรียนรู้ โดยสอดแทรกเนื้อหาบทเรียนลงไปในรูปแบบเกม ซึ่งผู้เรียนจะต้องไขปริศนาโดยใช้เนื้อหาบทเรียนไปด้วยขณะเล่น ให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ความรู้ด้วยตัวเอง

การใช้เกมเป็นสื่อในการเรียนรู้ เป็นการยกระดับการเรียนการสอนที่จะทำให้ผู้เล่นรู้สึกสนุกและได้ความรู้ ทั้งยังเป็นการปลูกฝัง Growth Mindset ให้เยาวชนมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียนในอนาคตอีกด้วย

EdTech กับการศึกษาของผู้เรียนวัยทำงาน

นอกจากเพิ่มประสิทธิภาพด้านการศึกษาให้กับเยาวชนแล้ว EdTech ยังส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของช่วงวัยอื่นอีกด้วย เช่น กลุ่มคนวัยทำงาน ที่ต้องการจะพัฒนาทักษะและความสามารถของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันก็มี EdTech Startup หลายรายที่เป็นแหล่งความรู้ใหม่ ๆ

ขอยกตัวอย่าง Coursera, edX และ Udemy ที่เป็นแหล่งรวบรวมหลักสูตรออนไลน์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกเอาไว้มากมาย เช่น Oxford หรือ Cambridge โดยเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าเรียนจากที่ไหนก็ได้ทั่วทุกมุมโลก

นอกจากนี้ยังมีหลายองค์กรที่ได้นำ EdTech มาประยุกต์เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภายในองค์กรอีกเป็นจำนวนมาก

 

ความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อ EdTech

 

ในระยะแรกที่ EdTech อยู่ในช่วงเริ่มต้น มีนักลงทุนจำนวนไม่มากเท่านั้นที่ให้ความสนใจ แต่จากผลกระทบของ COVID-19 ทำให้ EdTech กลายมาเป็นอีกหนึ่งธุรกิจ Tech Startup ที่มาแรงมาก ๆ เลยทีเดียว

วิกฤตนี้ทำให้เกิดการ Lockdown คนทั่วโลกเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ผู้คนไม่สามารถออกจากบ้านได้ และเยาวชนจำนวนมากต้องเรียนรู้ผ่าน online platform วิกฤตดังกล่าวจึงเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวเรียนรู้ ซึ่ง EdTech ตอบโจทย์ความท้าทายในยามวิกฤตในการช่วยเติมเต็มโอกาสทางการศึกษาได้เป็นอย่างดี

การผนวกเข้ากับ digital platform ของ EdTech ที่สามารถเรียนรู้จากที่ไหนก็ได้ มีระบบ AI ที่คอยประมวลรูปแบบการศึกษาให้เหมาะสมกับผู้เรียน ทั้งยังสามารถวัดผลลัพท์ที่ออกมาได้อย่างชัดเจน ตอบโจทย์ทั้งตัวผู้เรียนและผู้สอน

เมื่อได้สัมผัสกับประสบการณ์ในการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้ ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของ EdTech มากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะปรับตัวเรียนรู้ และเห็นความสำคัญว่าจะเป็นประโยชน์กับระบบการศึกษาทั่วโลกในการพัฒนารูปแบบการศึกษาได้อย่างก้าวกระโดดต่อไปในอนาคต ไม่ใช่เพียงในช่วงวิกฤตนี้เท่านั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนหลายรายจับตามอง EdTech มากยิ่งขึ้น

หน่วยงานวิจัยด้านการศึกษา HolonIQ ได้ทำกราฟสถิติการลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการศึกษา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 – 2019 จะเห็นได้ว่ามีการลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีล่าสุดก็มีจำนวนมากถึง 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ($7 Billion Dollar)

Image Source HolonIQ

นอกจากนี้ HolonIQ ยังคาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ. 2030 จะมีเม็ดเงินเคลื่อนไหวในตลาดเกี่ยวกับการศึกษามากถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ($10 Trillion Dollar) เลยทีเดียว

Image Source HolonIQ

เทคโนโลยีด้านการศึกษานั้นแตกต่างจากการทำธุรกิจเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ไม่ได้เน้นไปที่พื้นฐานของกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยแก้ปัญหาของสังคม ซึ่งก็มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ยินดีให้การสนับสนุนนวัตกรรมที่ทำให้อนาคตของสังคมนั้นดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไอเดียของนวัตกรรมนั้นจะต้องน่าสนใจ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของความสามารถในการทำกำไร และแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดในปัจจุบันได้จริง จึงจะสามารถดึงดูดใจของนักลงทุนได้

 

EdTech Startup ที่น่าจับตามองในไทย

 

มาลองดู EdTech Startup ในประเทศไทย กับแนวทางการทำธุรกิจ และการปรับตัวของพวกเขา

OpenDurian

OpenDurian “เปิด-ดู-เรียน” เป็น EdTech Startup ในรูปแบบของ platform บทเรียนออนไลน์ที่คำนึงถึงความสำเร็จทางการศึกษาของผู้เรียน

โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเอาไว้มากมาย วิเคราะห์ความเหมาะสมสำหรับแผนการเรียนการสอนต่าง ๆ คัดกรองเนื้อหา และระยะเวลาเรียนที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้เรียน

ไอเดียของ OpenDurian เริ่มต้นมาจากการที่อยากจะเปลี่ยนแนวทางการศึกษาในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น จึงจุดประกายไอเดียในการสร้าง platform เพื่อพัฒนาการศึกษาและมาช่วยให้เด็กนักเรียนสามารถเตรียมตัวสอบได้ดียิ่งขึ้น โดยเลือกทำในรูปแบบ online เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงได้ง่ายและสะดวก เรียนกี่โมงก็ได้

ในระหว่างการพัฒนา ได้เผชิญกับอุปสรรคและปัญหามากมาย แต่ก็สามารถพลิกความล้มเหลว สร้างจุดแข็งของ platform ตัวเองด้วยแบบเรียนที่มีคุณภาพ ตรงจุดและตอบโจทย์กลุ่มนักเรียนที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

จึงทำให้ OpenDurian ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจากการบอกต่อแบบปากต่อปากของกลุ่มนักเรียน ทำให้รายได้ของ OpenDurian นั้นสูงเกินความคาดหมายถึงหลักล้านบาทตั้งแต่ในปีแรก

insKru

insKru เป็น EdTech Startup คอมมูนิตี้ครู เพื่อแบ่งปันไอเดียด้านการเรียนการสอนของสำหรับวิชาชีพครู

โดยรวมไอเดียต่าง ๆ ที่ร่วมแชร์จากครูทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผนการสอน สื่อการสอน ชีทแบบฝึกหัด เทคนิคการสอน ไอเดียสำหรับใช้ในห้องเรียน รวมไปถึงสอบถามปัญหาเพื่อขอความช่วยเหลือต่าง ๆ

จุดเริ่มต้นของ insKru เกิดจากการที่ผู้ก่อตั้งมองว่า ในประเทศไทยนั้นมีครูที่สอนเก่ง สอนสนุก พร้อมที่จะแบ่งปันไอเดียอยู่มากมาย แต่ไม่มีพื้นที่ให้แบ่งปัน และในขณะเดียวกันก็ยังมีครูอีกจำนวนมากที่อยากสอนให้ออกมาดี แต่ติดที่ไม่มีไอเดีย

ผู้ก่อตั้งจึงอยากให้มี platform ที่สามารถเชื่อมต่อครูเหล่านี้ให้เข้ามาร่วมแชร์ไอเดียและประสบการณ์ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาที่พบเจอ สร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ด้วยแนวคิดที่ว่า “เรื่องราวดี ๆ ไม่จำกัดอยู่แค่ห้องเรียนใดห้องเรียนหนึ่ง แต่ส่งต่อไปสู่ห้องเรียนทั่วประเทศ”

insKru ไม่ได้เจาะกลุ่มเป้าหมายที่ผู้เรียน แต่เป็นครูผู้สอน จึงทำให้มีผู้ร่วมวิชาชีพเดียวกันให้ความสนใจกันอย่างมากมาย มีไอเดียที่ร่วมส่งต่อกันมากกว่า 1,000 ไอเดีย ถูกนำไปใช้กว่า 10,000 ห้องเรียนทั่วประเทศ กลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ที่ช่วยผลักดันครูไทยให้มีศักยภาพในการสอนเด็กได้ดียิ่งขึ้น

 

Summary

 

EdTech ได้แสดงศักยภาพของตัวเองให้เห็นในช่วงปีที่ผ่านมา มีสัญญาณของการเติบโตในอนาคตให้เห็นอยู่มากมาย นอกจากความสำเร็จในแง่ธุรกิจแล้วยังช่วยเหลือสังคมในการพัฒนา เติมเต็มการเรียนรู้แบบ Lifelong Learning ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่มีให้เห็นในสังคม จึงมีผู้ที่พร้อมให้การสนับสนุนเป็นจำนวนมาก

หากคุณมองเห็นโอกาสที่จะพัฒนาอนาคตของการเรียนรู้ อย่ารอช้ารีบลงมือทำ เพราะนวัตกรรมของคุณ อาจเป็นกำลังสำคัญที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนในปัจจุบัน สร้างเยาวชน และบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อคุณภาพสังคมที่ดียิ่งกว่าในอนาคต

5 วิธีคิดสำหรับผู้นำและเจ้าของกิจการในยุค Digital Disruption

Posted on by admin_beacon_2024

การทำธุรกิจในปัจจุบันต้องเผชิญกับ Digital Disruption ที่เข้ามาท้าทายในการปรับตัวหรือทรานส์ฟอร์มองค์กรในแต่ละอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันก็อาจจะถูกแทนที่ด้วยธุรกิจใหม่ได้

โมเดลธุรกิจในยุค Digital Disruption นั้นก้าวไปไวมาก และมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบกับทุกๆ กิจการ นี่จึงเป็นโจทย์ของ “ผู้นำธุรกิจ” ที่จะต้องหาทางออก หันมาวิเคราะห์สถานการณ์ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อให้ธุรกิจของตัวเองอยู่รอดในการแข่งขันนี้

 

ความสำคัญของ Digital Disruption ต่อโลกธุรกิจ

 

Digital Disruption เป็นการเปลี่ยนแปลงธุรกิจโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) มาเป็นหลักในการพัฒนา เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในโลกธุรกิจให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่าง Big Data, Blockchain, AI, Cloud Storage และอื่นๆ โดยนำมาพัฒนาร่วมกับวิสัยทัศน์ของแต่ละองค์กร รวมเข้ากับความต้องการของลูกค้าในเวลานั้น จึงจะเกิดเป็นการ Digital Disruption ได้

ปัจจุบันมีธุรกิจจำนวนมากที่ไม่สามารถปรับตัวตามเทคโนโลยีได้ทัน และถูกธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทนิตยสารต่างๆ ที่ทยอยปิดตัวลง จากการ Disrupt ของ Social Platform ที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอ่านบทความหรือติดตามข่าวสารบนช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น

Digital Disruption จึงเป็นเหมือนคลื่นลูกใหม่แห่งการทำธุรกิจในอนาคต และได้สร้างโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ขึ้นมามากมาย

มาดูตัวอย่างของโมเดลธุรกิจ Digital Disruption ที่ได้รับความนิยม เช่น

เปลี่ยนจากการซื้อขาดเป็นจ่ายรายเดือนแบบ Subscription

ปกติเรามักจะคุ้นชินกับการจ่ายเงินซื้อครั้งเดียวเพื่อถือสิทธิขาดในสินค้านั้นๆ แต่สินค้าบางประเภท เช่น ภาพยนตร์หรือเพลง ผู้บริโภคอาจรู้สึกว่ามีราคาค่อนข้างสูง ไม่คุ้มค่าหากซื้อมารับชมหรือฟังเพียงไม่กี่ครั้ง บางคนจึงไม่อยากจ่ายเงินซื้อสินค้าดังกล่าวถ้าหากมีทางเลือกที่ดีกว่า

จึงเกิดระบบ Subscription ที่ให้ผู้ใช้บริการเป็นสมาชิกแบบรายเดือนเพื่อใช้งานได้แบบไม่จำกัด เช่น Netflix, Apple Music, Spotify

แต่นอกจากสื่อบันเทิงเหล่านี้แล้ว ธุรกิจอุปโภคบริโภคก็เริ่มหันมาใช้โมเดลเหล่านี้ เช่น “Dollar Shave Club” ซึ่งทำ Business Model ที่แตกต่างและทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงสินค้าง่ายขึ้น ด้วยการให้บริการในรูปแบบ Subscription ในสหรัฐฯ โดยส่งสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์สำหรับโกนหนวด โฟมล้างหน้า และยาสีฟันทุกๆ 2 เดือนให้ลูกค้าที่ Subscribe ไว้

นอกจากนี้ ร้านอาหารชื่อดังอย่าง “KFC” ยังเริ่มใช้ระบบ Subscription ในบางประเทศ เพื่อรับไก่ทอดในแต่ละเดือนอีกด้วย

Freemium Model ที่จะเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานเมื่อจ่ายเงิน

Freemium เกิดจากการรวมกันระหว่าง Free และ Premium ที่ให้คุณใช้บริการได้ฟรีๆ แต่จะเริ่มเก็บเงินเมื่อคุณต้องการใช้ฟังก์ชันที่มากขึ้น อย่างเช่นบริการ Cloud Storage ต่างๆ อย่าง Google Drive, iCloud, Dropbox

จากตัวอย่างที่กล่าวไปข้างต้น แม้จะเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่ก็มีบางธุรกิจที่ล้มหายตายจากไปเพราะ Digital Disruption นี้เช่นเดียวกัน ได้แก่ สินค้าประเภท Thumb Drive ที่มีการใช้งานลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากมีบริการ Cloud Storage หรือธุรกิจร้านเช่าวีดีโอที่ทยอยปิดตัวตั้งแต่การมาของ Netflix

อย่าปล่อยให้กิจการของคุณต้องเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เลือนหายไป มาดู 5 วิธีคิดสำหรับผู้นำองค์กร และเจ้าของกิจการที่จะช่วยให้คุณสามารถก้าวทันยุค Digital Disruption และชี้นำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ

1. คำนึงถึงผู้บริโภคก่อนผลกำไร

 

พื้นฐานของการทำธุรกิจแน่นอนว่าต้องคำนึงถึงการสร้างรายได้เพื่อผลกำไร แต่การมองไปที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถที่จะทำให้คุณอยู่รอดในยุค Digital Disruption นี้ได้

Disruptive Challenge (ผู้เข้าแข่งขันทางธุรกิจ) หลายธุรกิจเริ่มปรับมุมมองใหม่ หันมาให้ความสำคัญกับผู้บริโภคมากขึ้น โดยมองให้เห็นถึงความต้องการและสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

โดยเริ่มต้นจากการมองไปที่ความต้องการของลูกค้าหรือปัญหาของสังคม และเปลี่ยนมันเป็นโอกาสทางธุรกิจ โดยธุรกิจที่มองเห็นโอกาสเหล่านี้ก่อน จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่า และได้เปรียบในการแข่งขันนี้มากกว่า

ยกตัวอย่างกรณีของแอปพลิเคชัน “U Drink I Drive” ที่มองเห็นปัญหาของผู้ที่ไปดื่มสังสรรค์ยามค่ำคืน แต่กังวลว่าหากขับรถกลับบ้านเองก็อาจเกิดอันตรายจากการเมาแล้วขับได้ จึงเกิดเป็นแอปพลิเคชันที่แก้ไข pain point ดังกล่าว โดยมีบริการพนักงานขับรถที่เชี่ยวชาญในการนำส่งทั้งรถและผู้ใช้บริการถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

การเข้าใจในผู้บริโภคมากขึ้น ก็เท่ากับว่าความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น วิสัยทัศน์ของผู้นำที่มองเห็นโอกาสเหล่านี้ได้ก่อน จะเป็นสิ่งที่จะชี้นำองค์กรของคุณให้ก้าวหน้าเหนือคู่แข่งอยู่เสมอ

2. ขับเคลื่อนความคิดด้วยตรรกะและเหตุผล

 

คุณสมบัติพื้นฐานของผู้นำที่ดี จะต้องไม่ยึดสัญชาตญาณหรืออารมณ์เป็นหลัก แต่ใช้ตรรกะและเหตุผลในการวิเคราะห์ผลลัพธ์

บ่อยครั้งที่ผู้นำจะต้องทำหน้าที่ในการตัดสินใจ หรือแก้ไขปัญหาต่างๆ คิดวิเคราะห์และประเมินสิ่งนั้นๆ ด้วยเหตุผล เพื่อให้เห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา แยกแยะและระบุถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละรูปแบบได้

วิธีนี้จะทำให้สามารถเชื่อมโยงภาพใหญ่ขององค์กรเข้าไว้ด้วยกัน มองเห็นคำตอบที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ และเลือกนำมาใช้เพื่อไปสู่จุดหมายได้อย่างถูกต้อง

 

3. มองออกไปข้างหน้า เปลี่ยนตัวเองให้ก้าวนำโลก

 

ต้องเข้าใจและตระหนักรู้ว่า การแข่งขันทางธุรกิจในยุค Digital Disruption นั้นมีความท้าทายใหม่ๆ ให้คุณได้เผชิญอยู่เสมอ ความสำเร็จเดิมที่คุณเคยสร้างไว้ อาจไม่ใช่ทางออกเดิมที่จะทำให้คุณอยู่รอด เพราะฉะนั้นผู้นำที่ดีจะต้องหาคำตอบใหม่ๆ มาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

การมีบทบาทของ Social Media นั้นทำให้โลกขยับไปเร็วขึ้น เทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกอัพเดทวันต่อวัน ผู้นำที่ดีต้องกล้าที่จะยอมรับและปรับตัว มีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลง พร้อมที่จะเปลี่ยนกลยุทธ์เดิมๆ และเปิดใจที่จะต้องเริ่มเรียนรู้และทดลองใช้กลยุทธ์ใหม่เสมอ

ในการพัฒนาองค์กรให้ยั่งยืนได้ท่ามกลางโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วิสัยทัศน์ของผู้นำที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง มองเห็นทางออกในการปรับตัวที่ถูกต้อง จะสามารถนำพาองค์กรให้ประสบผลสำเร็จและโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

4. พนักงานทุกคนคือส่วนสำคัญ

 

พนักงานขององค์กรเป็นเหมือนอีกหนึ่งตัววัดผลประสิทธิภาพกิจการของคุณ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าองค์กรจำเป็นจะต้องรับพนักงานใหม่ที่เก่งเข้ามาเพิ่ม แต่เป็นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรมีที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันให้มีทักษะการทำงานที่ดีขึ้น

หากต้องการสนับสนุนให้บุคลากรได้พัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน หรือก้าวทันเทคโนโลยี องค์กรจะต้องสร้างแรงกระตุ้น และแรงบันดาลใจให้กับพนักงาน เพื่อให้พวกเขาปรับเปลี่ยนแนวคิดและอยากพัฒนาตนเองให้พร้อมที่จะก้าวหน้าไปกับองค์กรในอนาคต

ไม่แน่ว่า ศักยภาพที่ถูกพัฒนาขึ้นของพนักงาน อาจจะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้องค์กรได้เห็นถึงมุมมองใหม่ๆ ที่แตกต่าง และกลายเป็นส่วนสำคัญที่จะพัฒนาให้องค์กรเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคตก็เป็นได้

 

5. ความล้มเหลวคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

 

ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเลือกหนทางที่ถูกต้องได้ในครั้งแรก ความล้มเหลวหรือความผิดพลาดที่ได้เผชิญนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นบทเรียนสำคัญที่จะสอนบางสิ่งบางอย่างเสมอ เพื่อทำให้คุณเข้มแข็งและก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจกว่าเดิม

ในโลกของการทำธุรกิจนั้น นอกจากจะต้องรู้ “จุดแข็ง” ของตัวเองแล้ว การมองเห็น “จุดอ่อน” ก็เป็นกุญแจที่จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรได้เช่นกัน เพราะการที่องค์กรรู้ว่าจุดอ่อนของตัวเองคืออะไร จะทำให้มองเห็นหนทางในการปรับปรุงแก้ไขได้รวดเร็ว ตรงจุด มีประสิทธิภาพ และเสริมศักยภาพขององค์กรให้มากขึ้นอีกด้วย

 

Summary

 

Digital Disruption ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหากรู้จักการปรับตัวและรับมือ โดยแนวคิดทั้ง 5 ที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น สามารถใช้เป็นแนวทางที่นำไปปรับใช้ภายในองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการรับมือกับยุค Digital Disruption

10 เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต 10 แนวทางการปรับตัว

Posted on by admin_beacon_2024

ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกพัฒนาในอัตราเร่งที่สูงกว่าในอดีตอย่างเทียบกันไม่ติด ในอนาคตข้างหน้าอีกไม่กี่ปี อาจเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ มากมายจนบางทีคุณเองก็อาจจะปรับตัวตามไม่ทัน

บทความนี้จะนำคุณมาพบกับ 10 เทคโนโลยีที่กำลังถูกพัฒนา และจะสร้างรากฐานใหม่ของโลกในอนาคต และเป็นที่สนใจของเหล่านักลงทุนทั่วโลก มาดูกันเลยว่าจะมีอะไรบ้าง

 

Bioplastic

 

ในแต่ละปีทั่วโลกจะใช้พลาสติกรวมกันกว่า 300 ล้านตัน แต่มีจำนวนไม่ถึง 15% ที่ถูกนำมารีไซเคิล ส่วนที่เหลือจะส่งไปกำจัดด้วยการเผา หรือฝังไว้ใต้หลุมขยะ ซึ่งใช้ระยะเวลาหลายร้อยปีกว่าจะย่อยสลายได้ โลกในอนาคตจึงอาจเต็มไปด้วยขยะพลาสติก

โดยทั่วโลกเองก็ตระหนักถึงผลกระทบนี้ จึงเริ่มมีการรณรงค์ให้ห้างร้านต่างๆ งดใช้ถุงพลาสติกในการจับจ่ายซื้อของ แต่ก็ส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกต่อผู้บริโภค วัสดุที่สามารถเข้ามาแทนที่พลาสติกแต่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จึงได้รับความสนใจมากขึ้น

Bioplastic หรือพลาสติกชีวภาพ เป็นเทคโนโลยีที่สังเคราะห์ส่วนประกอบจากพืชเพื่อสร้างเป็นวัสดุทดแทนพลาสติก แม้ความแข็งแรงคงทนจะไม่สามารถเทียบเท่ากับพลาสติกแบบดั้งเดิม แต่ก็สามารถย่อยสลายได้รวดเร็วกว่า และที่สำคัญไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบที่พลาสติกสร้างให้กับโลกเริ่มถึงจุดวิกฤตแล้ว ในยุคสมัยที่ผู้คนให้ความสำคัญกับธรรมชาติมากขึ้น Bioplastic จะกลายเป็นส่วนสำคัญที่จะค่อยๆ ลดการสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม เป็นเทคโนโลยีแห่งโลกในอนาคตอย่างแท้จริง

AI ที่เข้าใจมนุษย์มากขึ้น

 

การเข้ามาของสมาร์ทโฟน ทำให้โลกของเราได้ก้าวเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) อย่างแท้จริง ด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ อย่างระบบจดจำใบหน้า ลายนิ้วมือ ท่าทาง น้ำเสียงของมนุษย์ ซึ่งทำให้เกิดการเก็บข้อมูล Big Data อย่างมหาศาลจากฟังก์ชั่นเหล่านี้ ซึ่งเป็นส่วนขับเคลื่อนที่ทำให้ AI ถูกพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน AI ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมีทักษะที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งความสามารถในการคิดเพื่อแก้โจทย์ปัญหาต่างๆ รวมถึงการพูดคุยโต้ตอบกับมนุษย์ได้

ในช่วง 3-4 ปีมานี้เทคโนโลยี AI มีพัฒนาการที่ค่อนข้างก้าวกระโดด มีการนำ AI มาใช้ในการวินิจฉัยโรค พัฒนาระบบรถยนต์ไร้คนขับ ระบบอัตโนมัติภายในโรงงานอุตสาหกรรม หรือ Social Robots หุ่นยนต์ที่ถูกพัฒนาเพื่อเป็นเสมือนเพื่อนของมนุษย์ ซึ่งสามารถโต้ตอบ และแสดงอารมณ์ได้คล้ายกับมนุษย์จริงๆ

แม้ว่า AI ในปัจจุบันจะมีความสามารถเพียงพอในหลายๆ ด้านแล้ว แต่การพัฒนา AI ก็ยังคงมีการแข่งขันสูง และยังคงพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ไม่แน่ว่าในอนาคตโลกของเราอาจจะมี AI ระดับสูงที่เราสามารถพูดคุย ร่วมประสานงานได้เหมือนเป็นมนุษย์คนหนึ่งเลยก็ว่าได้

 

​Metalens

 

Metalens คือเทคโนโลยีของเลนส์รูปแบบใหม่ที่มีความบางเพียงระดับไมครอน เป็นนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อยกระดับคุณภาพของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เลนส์เป็นส่วนประกอบหลัก เช่น กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ เซ็นเซอร์ตรวจจับภาพ รวมถึงกล้องส่องทางการแพทย์

โดยปกติแล้วเลนส์ทั่วไปจะใช้การโค้งนูนเพื่อทำการรวมแสงให้เข้ามายังจุดเดียว จึงทำให้มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ Metalens นั้นแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็สามารถรวมแสงทั้งหมดเอาไว้ได้ที่จุดเดียว นวัตกรรมนี้จึงอาจเป็นการปฏิวัติวงการกล้องต่างๆ เลยก็ว่าได้

ปัจจุบัน Metalens ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา แต่ว่าในอนาคตเลนส์ตัวนี้จะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการแพทย์ ยิ่งกล้องส่องที่ใช้ในการรักษามีขนาดเล็กลง บริเวณที่สามารถสำรวจและหาแนวทางรักษาร่างกายมนุษย์ก็มีมากขึ้นเท่านั้น

 

เนื้อสัตว์สังเคราะห์

 

องค์การสหประชาชาติได้การคาดการณ์ว่า ในปี 2050 จำนวนประชากรมนุษย์จะเพิ่มมากถึง 9.8 พันล้านคน แน่นอนว่าความต้องการด้านอาหารเองก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน ซึ่งเสี่ยงต่อเกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะ “เนื้อสัตว์” ที่คาดว่าจะมีความต้องการมากขึ้นกว่าปัจจุบันถึง 70%

เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตการขาดแคลนอาหาร เหล่านักวิทยาศาสตร์จึงให้ความสนใจกับการสร้าง “เนื้อสัตว์สังเคราะห์” (Cultured Meat) ขึ้นมา โดยสังเคราะห์ขึ้นมาจากการนำ Stem Cells ของสัตว์ต้นแบบมาเพาะเลี้ยงภายในถังปฏิกรชีวภาพ (Bioreactor) แล้วเติมสารอาหารที่จำเป็นเข้าไปเพื่อให้เนื้อเติบโต

เนื้อสังเคราะห์ถูกเปิดเผยครั้งแรกในปี 2013 โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Maastricht ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งขณะนั้นมีต้นทุนในการผลิตเนื้อ 1 กิโลกรัมอยู่ที่ 478,993 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 15 ล้านบาท

แม้จะได้รับความสนใจจากทั่วโลก แต่ด้วยต้นทุนที่สูงลิบจึงยังไม่สามารถนำออกมาวางจำหน่ายได้

จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้มีสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหารมากมายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เทคโนโลยีใหม่ๆ ในด้านการผลิตเนื้อสังเคราะห์ก็เกิดขึ้นมามากมาย ส่งผลให้การแข่งขันสูงขึ้น แต่ต้นทุนในการผลิตลดลง โดยล่าสุดมีต้นทุนเพียง 11 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ 1 กิโลกรัมเท่านั้น

นี่จึงกลายเป็นเทคโนโลยีแห่งความหวังของโลกในอนาคตที่อาจช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เกิดขึ้นทั่วโลก

Collaborative Represent

 

เทคโนโลยีเสมือนอย่าง Augmented Reality (AR) หรือ Virtual Reality (VR) เมื่อรวมกับความเร็วในการสื่อสารผ่านโครงข่าย 5G ที่จะเข้ามาในอนาคต ต่อไปการติดต่อประสานงานไม่ใช่เพียงแค่การได้ยินเสียงหรือเห็นภาพ แต่อาจรู้สึกเหมือนกำลังนั่งทำงานอยู่ภายในห้องเดียวกันก็เป็นได้

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบเซนเซอร์คุณภาพสูง เพื่อเพิ่มฟังก์ชั่นในการสัมผัสกับอีกฝ่าย ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการประชุมในด้านการแพทย์ในอนาคต

ระบบการติดตามอาหารผ่าน Blockchain

 

เทคโนโลยี Blockchain จะเข้ามามีบทบาทกับอุตสาหกรรมอาหารมากขึ้นในฐานะเครื่องมือติดตามการเคลื่อนไหวของอาหาร ตั้งแต่จากฟาร์มผลิตจนถึงโต๊ะอาหาร ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจสอบถึงความปลอดภัยจากวงจรการเคลื่อนไหวของอาหารจานนี้ได้

รวมถึงยังใช้ในการสืบค้นข้อมูลย้อนหลังหากอาหารที่ทานเข้าไปเกิดการปนเปื้อนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเซนเซอร์ไว้ภายในบรรจุภัณฑ์สำหรับบอกเวลาที่อาหารจะเริ่มเน่าเสีย เพื่อจะได้ดำเนินการจัดการได้อย่างทันท่วงที ช่วยให้อาหารที่ใกล้เสียหายแล้วสามารถนำไปทำให้เกิดประโยชน์อื่นๆ ได้

 

เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ปลอดภัยมากขึ้น

 

เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานชั้นดีที่สร้างพลังงานได้มากกว่าโรงงานไฟฟ้าหลายเท่าตัว อีกทั้งยังก่อให้เกิดมลภาวะค่อนข้างต่ำ แต่ก็มีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง เพราะถ้าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น กัมมันตภาพรังสีที่เล็ดลอดออกมาจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศเป็นวงกว้าง

โดยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รูปแบบใหม่นั้นถูกสร้างขึ้นให้มีโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุใกล้เคียงกับศูนย์ รวมถึงในกรณีฉุกเฉินก็สามารถระงับปริมาณของกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลออกมาได้

เตาปฏิกรณ์ประเภทใหม่นี้ถูกเรียกว่า Small Modular Reactors (SMR) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเตาปฏิกรณ์รูปแบบปกติ ในระดับที่สามารถขนย้ายผ่านรถบรรทุกได้ โดยมีการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยใหม่ในรูปแบบ Passive Safety ที่ใช้หลักฟิสิกซ์มาเพื่อควบคุมความปลอดภัยในกรณีฉุกเฉิน

ด้วยขนาดที่เล็ก และความปลอดภัยที่ถูกยกระดับขึ้น พื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนพลังงานก็จะสามารถเข้าถึงไฟฟ้า และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไปอีกได้

 

การยับยั้ง Intrinsically Disordered Proteins

 

Intrinsically disordered proteins (IDPs) คือโปรตีนชนิดพิเศษที่มีความสามารถในการเปลี่ยนรูปร่างเซลล์ภายในตัวของมันได้ ซึ่งการเปลี่ยนลักษณะของมันเป็นต้นกำเนิดของโรคร้ายแรงต่างๆ อย่างเช่น โรคมะเร็ง

แต่เนื่องจากโปรตีนชนิดนี้มีโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบเซลล์ได้ตลอดเวลา จึงไม่สามารถทำการรักษาแบบเฉพาะเจาะจงได้ ทำให้การรักษาโรคที่เกิดจากโปรตีนชนิดนี้นั้นเป็นไปได้ยากมาก

แต่ปัจจุบันได้ค้นพบวิธีที่จะป้องกันและยับยั้งไม่ให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบของโปรตีน IDPs ได้แล้ว จึงมีความเป็นไปได้ว่า โลกในอนาคตอาจไม่มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งแล้วก็เป็นได้ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่จะปฏิวัติวงการแพทย์ไปตลอดกาล

ระบบการเก็บข้อมูลผ่าน DNA

 

นอกจากความสำเร็จในการยับยั้งโปรตีน IDPs เทคโนโลยีทางชีวภาพอื่นๆ เองก็ถูกพัฒนาขึ้นเช่นเดียวกัน อีกหนึ่งนวัตกรรมแห่งอนาคตนั้นก็คือ ระบบการเก็บข้อมูลผ่าน DNA

เพราะในปัจจุบันมนุษย์ได้สร้างข้อมูลต่างๆ เอาไว้ในปริมาณมหาศาล ซึ่งโลกในอนาคตข้างหน้าก็จะมีข้อมูลเข้ามาอีกมากมาย ซึ่ง Server ที่มีอยู่ของมนุษย์อาจไม่เพียงพอต่อการรองรับข้อมูลในปริมาณนี้

จึงมีการคิดค้นเทคโนโลยีการกักเก็บข้อมูลไว้ภายใน DNA ของสิ่งมีชีวิต โดยจากงานวิจัยแล้ว DNA ขนาดเล็กเท่าเข็มหมุดก็สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากถึง 125,000 GB เลยทีเดียว

โดย DNA ที่ใช้เก็บข้อมูลนั้นไม่ได้มาจากมนุษย์หรือสัตว์ชนิดใด แต่เป็น DNA ที่สังเคราะห์ขึ้นมาภายในห้องแล็บโดยเฉพาะ จึงไม่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่ผิดศีลธรรม

นอกจากจะเป็นการกักเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและประหหยัดพื้นที่แล้ว ยังเป็นการลดปริมาณของขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

 

แหล่งเก็บพลังงานสะอาด

 

การผลิตไฟฟ้าด้วยระบบพลังงานหมุนเวียนอย่าง แสงอาทิตย์ ลม หรือน้ำ ค่อนข้างมีความผันผวนเพราะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศซึ่งมนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ เทคโนโลยีที่สามารถกักเก็บพลังงานสำรองเอาไว้ใช้จ่ายไฟฟ้าในภายหลังได้จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยเทคโนโลยีอย่าง Flow Batteries, Fuel Cells หรือ Gravity Storage จะทำให้สามารถกักเก็บพลังงานทดแทนเหล่านี้เอาไว้ในช่วงเวลาที่ระบบไม่สามารถผลิตได้

 

Summary

 

นี่เป็นเพียงบางส่วนของเทคโนโลยีที่คุณจะได้พบในอนาคตเท่านั้น อย่าลืมว่ามีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา Tech Startup จึงต้องสร้างความเข้าใจในเทคโนโลยีเหล่านี้ และสรรสร้างสิ่งใหม่ที่เหนือกว่า

ความเข้าใจในเทคโนโลยีเหล่านี้ จะเป็นกุญแจที่จะทำให้คุณก้าวไปสู่อนาคตได้เร็วกว่าใคร และประสบความสำเร็จได้ไวกว่าผู้อื่น

ทักษะแห่งอนาคตที่คุณควรรู้และควรปรับตัว

Posted on by admin_beacon_2024

ในยุคสมัยที่เรากำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ (Fourth Industrial Revolution) ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์อัตโนมัติ หรือนาโนเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล โดยเฉพาะกับการทำงานซึ่งเทคโนโลยีสามารถทำหน้าที่ได้ดีเทียบเท่าหรือดียิ่งไปกว่ามนุษย์ มนุษย์จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะของตนเองไปสู่ทักษะแห่งอนาคต ซึ่งเป็นทักษะที่ทำให้คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นและเทคโนโลยียังไม่สามารถแทนที่ได้ โดยทักษะแห่งอนาคตที่คุณควรมีติดตัวนั้นประกอบไปด้วย

 

ทักษะที่หนึ่ง: ความคิดสร้างสรรค์

 

ทักษะแห่งอนาคตที่คุณควรมีเป็นสิ่งแรกคือความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการคิดค้นประดิษฐ์หรือพลิกแพลงนวัตกรรมและวิธีการใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไปจากที่มีอยู่เดิม

เหตุที่ความคิดสร้างสรรค์กลายเป็นสิ่งจำเป็น เพราะปัญหา อุปสรรคหรือความท้าทายที่คุณอาจจะต้องเจอในอนาคตมีแนวโน้มที่จะแตกต่างจากสิ่งที่เป็นมาในอดีตอย่างโดยสิ้นเชิง และเครื่องมือหรือวิธีการที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาให้กับคุณได้ ความคิดสร้างสรรค์จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการทำงานแบบใหม่ๆ ที่จะช่วยทำให้คุณประสบความสำเร็จในอนาคต

 

ทักษะที่สอง: ความฉลาดทางอารมณ์

 

ทักษะแห่งอนาคตอย่างที่สองที่มีความสำคัญคือความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการควบคุมและบริหารจัดการอารมณ์ของตนเอง รวมไปถึงความสามารถในการคาดเดาและเข้าใจอารมณ์ของผู้คนรอบข้าง

แม้ว่าในปัจจุบันที่เครื่องจักรกลและคอมพิวเตอร์จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์มากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณยังคงต้องทำงานและติดต่อกับเพื่อนร่วมงานของคุณอยู่ และความฉลาดทางอารมณ์จะช่วยทำให้คุณเข้าใจและเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนร่วมงานมากขึ้น ซึ่งความเข้าใจที่เกิดขึ้นจะส่งเสริมให้คุณทำงานกับผู้อื่นได้ดีและเสริมสร้างกระบวนการทำงานเป็นทีมให้กับตัวคุณ

 

ทักษะที่สาม: การคิดวิเคราะห์

 

ทักษะแห่งอนาคตหมายเลขสามคือทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งหมายถึงการใช้ตรรกะและเหตุผลในการวิเคราะห์สมมติฐานต่างๆ โดยใช้ข้อมูลที่คุณมีอยู่เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคของ Big Data ซึ่งมนุษย์สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเป็นจำนวนมาก ทักษะการคิดวิเคราะห์จะทำให้คุณเข้าใจข้อมูล มองเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลและมองเห็นวิธีการแก้ปัญหาจากข้อมูลที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทักษะการคิดวิเคราะห์จะช่วยให้คุณคิดอย่างมีเหตุผลและเปิดกว้างต่อวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ทักษะที่สี่: ความกระหายที่จะเรียนรู้

 

ทักษะแห่งอนาคตทักษะที่สี่ที่คุณควรมีคือความกระหายที่จะเรียนรู้ (Active Learning) ซึ่งมาควบคู่กับความคิดที่ต้องการจะเติบโต (Growth Mindset) ซึ่งจะกระตุ้นให้คุณมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

จากรายงาน The Future of Jobs โดย World Economic Forum ได้คาดการณ์ว่าภายในปีคริสต์ศักราช 2022 ทักษะการทำงานที่เป็นที่ต้องการจะเปลี่ยนไปจากเดิมถึง 42% ทำให้การทำงานในอนาคตล้วนต้องการทักษะใหม่ๆ ในขณะเดียวกันทักษะที่คุณมีอยู่แล้วอาจมีการเปลี่ยนแปลงและอัพเดตอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นความกระหายที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆจะช่วยเพิ่มพูนทักษะของคุณและทำให้คุณก้าวหน้าในการทำงานมากยิ่งขึ้น

 

ทักษะที่ห้า: การตัดสินใจ

 

ทักษะแห่งอนาคตทักษะที่ห้าคือทักษะในการตัดสินใจ ที่แม้ว่าเครื่องจักรกลในปัจจุบันจะสามารถทำการตัดสินใจได้ด้วยตนเองจากการรับรู้ข้อมูลที่มีอยู่ แต่มนุษย์ยังคงมีความสำคัญในฐานะผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย (Final Decision Maker) เหตุผลที่คุณจำเป็นต้องมีความสามารถในการตัดสินใจ เพราะด้วยความสามารถของมนุษย์ที่สามารถมองถึงความสำคัญในภาพรวม (Broader Implication) และคำนึงถึงประเด็นที่เครื่องจักรไม่สามารถคิดแทนได้เช่นเหตุผลด้านศีลธรรม (Moral Decision) ความสามารถในการตัดสินใจนี้เองที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากเครื่องจักรกล

 

ทักษะที่หก: การสื่อสารระหว่างบุคคล

 

ทักษะแห่งอนาคตอย่างที่หกคือ ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล ซึ่งหมายถึง ทักษะในการการสื่อสารให้ชัดเจน ตรงประเด็น และเหมาะสม กับเพื่อนร่วมงานและบุคคลที่มีส่วนร่วมกับงานของคุณ การสื่อสารระหว่างบุคคลถือเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การทำงานระยะไกล (Remote Working) จะกลายเป็นระเบียบวิธีการทำงานหลักแทนที่การทำงานแบบเดิมที่ทุกคนจำเป็นต้องมารวมกัน ซึ่งทำให้การติิดต่อประสานงานกับเพื่อนร่วมงานให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้งานของคุณเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทักษะที่เจ็ด: ความเป็นผู้นำ

 

ทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นประการที่เจ็ดคือทักษะความเป็นผู้นำ ซึ่งความเป็นผู้นำไม่ใช่แค่ทักษะของการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หมายถึงการเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและทำให้คนในทีมใช้ศักยภาพที่ตนมีได้อย่างเต็มที่มากที่สุด ทักษะความเป็นผู้นำจะทำให้คุณบริหารจัดการงานในขอบเขตความรับผิดชอบของคุณไม่ว่าจะเป็นโปรเจคต่างๆ หรืองานที่คุณต้องทำร่วมกับผู้อื่นให้สามารถรุดหน้าต่อไปได้ รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานของคุณมีส่วนร่วมกับงานและใช้ความสามารถของพวกเขากับงานที่คุณดูแลอยู่ได้มากขึ้น

ทักษะที่แปด: การยอมรับในความหลากหลาย

 

ทักษะแห่งอนาคตประการที่แปดคือการยอมรับในความหลากหลาย ซึ่งหมายถึงการที่คุณเข้าใจในความแตกต่างและเข้าใจในรากฐานที่มาของความแตกต่างระหว่างคุณและเพื่อนร่วมงานของคุณ ซึ่งจะช่วยให้คุณทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไร้ความขัดแย้งเพราะผลพวงจากโลกาภิวัฒน์ทำให้พรมแดนเลือนหายไป และคุณอาจต้องทำงานกับคนที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม การยอมรับในความหลากหลายจะทำให้คุณและเพื่อนร่วมงานอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และคุณสามารถดึงประโยชน์จากความแตกต่างที่มีอยู่มาใช้ในการทำงานให้ได้มากที่สุด

 

ทักษะที่เก้า: ทักษะทางเทคโนโลยี

 

ทักษะแห่งอนาคตที่คุณควรมีอย่างที่เก้าคือทักษะทางเทคโนโลยี ซึ่งไม่ใช่แค่ทักษะทางเทคโนโลยีทั่วไป แต่รวมไปถึงทักษะทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) บิ้ก ดาต้า (Big Data) หรือบล็อกเชน (Blockchain) ที่ต่างเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทักษะทางเทคโนโลยีหมายถึงการที่คุณเข้าใจหลักการทำงาน และรู้ถึงวิธีใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์กับตัวคุณเอง การที่คุณมีทักษะทางเทคโนโลยีนั้นหมายถึงโอกาสที่คุณจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน รวมไปถึงโอกาสที่จะทำให้คุณสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ส่งผลกระทบในเชิงบวกต่ออาชีพของคุณอีกด้วย

 

ทักษะที่สิบ: การเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง

 

ทักษะแห่งอนาคตทักษะสุดท้ายที่คุณควรมี และเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่จะนำพาคุณไปสู่การสร้างทักษะอื่นๆ ก็คือการเตรียบพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ที่อาจเกิดขึ้นกับตัวคุณเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นทักษะ สถานที่ทำงาน หรือความคาดหวังต่างๆ ที่คุณมีต่ออนาคตของตัวคุณเอง การเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจะทำให้คุณปรับตัวไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ทั้งสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้และสถานการณ์ที่คุณคาดไม่ถึง นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงจะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุปสรรคที่ขัดขวางคุณ แต่เป็นความท้าทายใหม่ๆ ที่คุณสามารถก้าวข้ามผ่านมันไปได้ การเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้เองคือการรู้ทันสถานการณ์ของขีวิตคุณอยู่ตลอดเวลาและวางแผนชีวิตของคุณให้ยืดหยุ่นมากขึ้น หรือหากเป็นไปได้ วิธีการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการชิงเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงจะมาถึง

 

สรุป

 

ทักษะแห่งอนาคตคือทักษะพื้นฐานที่จะทำให้คุณมีความโดดเด่นเหนือกว่าคนอื่นๆ และทำให้คุณเป็นผู้ที่มีทักษะพิเศษรอบด้านซึ่งไม่สามารถแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใดๆ ได้ นอกจากนี้ การที่คุณมีทักษะแห่งอนาคตยังทำให้คุณมีความพร้อมที่จะรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และทักษะแห่งอนาคตยังเป็นบันไดให้คุณสามารถพัฒนาไปสู่ทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตได้อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด

Baker McKenzie พันธมิตรด้านกฎหมายที่เข้าใจชาวสตาร์ทอัพ

Posted on by admin_beacon_2024

หากสตาร์ทอัพมีความพร้อมด้านกฎหมาย การเติบโตก็จะไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เมื่อวงการสตาร์ทอัพกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง Baker McKenzie สำนักงานกฎหมายระดับโลก จึงก้าวเข้ามาเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ ทั้งสำหรับชาวสตาร์ทอัพโดยตรงในการให้ความรู้ และคำแนะนำด้านกฎหมายเพื่อการพัฒนาอย่างถูกต้อง และให้คำปรึกษาฝั่ง Venture capital ในการลงทุนร่วมกับสตาร์ทอัพอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเช่นกัน

ปัจจุบัน Baker McKenzie ร่วมจับมือกับโครงการ KATALYST ในการช่วยเหลือสตาร์ทอัพในด้านกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการปูความรู้พื้นฐานลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา Data privacy และอื่น ๆ อีกมากมาย

ทาง Baker McKenzie จะมีแนวทางการช่วยเหลืออย่างไร คุณฉวีวรรณ เกียรติดุริยกุล ที่ปรึกษากฎหมาย และหุ้นส่วนของ Baker McKenzie จะมาแชร์ให้เราได้รู้กัน