Category: KATALYST

KATALYST SCALEUP 2024 เสริมพลังสตาร์ทอัพไทยสู่ความสำเร็จในระดับใหม่

Posted on by beaconvcadmin

บีคอน วีซี ประกาศความสำเร็จ โครงการ KATALYST SCALEUP 2024 เสริมพลังสตาร์ทอัพไทยสู่ความสำเร็จในระดับใหม่

KATALYST SCALEUP 2024 โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเติบโตและสร้างความยั่งยืนในระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย ผ่านกระบวนการ Mentorship จากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งสัมมนาและเวิร์กชอปในระยะเวลา 6 เดือน จุดประกายความเปลี่ยนแปลง สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ กล้าก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง

​นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (บีคอน วีซี) เปิดเผยว่า ในฐานะบริษัทเงินร่วมทุนของธนาคารกสิกรไทย บีคอน วีซี ยึดมั่นในพันธกิจที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบเชิงบวกและสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย ผ่านการขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้ KATALYST by KBank อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดำเนินโครงการ KATALYST SCALEUP 2024 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการจับคู่ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ 8 ราย ให้ได้รับคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ เพื่อการแก้ปัญหาที่สำคัญในธุรกิจจากเมนเทอร์ ระดับแนวหน้าที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย บีคอน วีซี และผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพชั้นนำ ที่ประสบความสำเร็จในไทย

​ตลอดระยะเวลา 6 เดือน ผู้เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเรียนรู้เชิงลึกผ่านการสัมมนาและเวิร์กชอปที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของธุรกิจในด้านต่าง ๆ อาทิ การเตรียมตัวเพื่อระดมทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การประเมินมูลค่าธุรกิจ การตั้งเป้าหมายและการวัดผล เทคนิคและกลยุทธ์ในการเพิ่มยอดขาย และการสร้างแบรนด์และการสื่อสารที่ตรงเป้าหมาย พร้อมทั้งรับคำแนะนำ ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้เจาะลึกถึงปัญหาธุรกิจของตนเอง พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย


​นายธนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า KATALYST SCALEUP 2024 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของธนาคารกสิกรไทยในการสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่ยั่งยืนและเติบโตได้ในประเทศไทย โดยโครงการ KATALYST by KBank ยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านโครงการและกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ กล้าก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง และในปีนี้ ยังมีแผนสนับสนุนรูปแบบใหม่ ๆ โดยเฉพาะ B2B Solutions เพิ่มความแข็งแกร่งให้สตาร์ทอัพไทย พร้อมสร้างเวทีและโอกาสใหม่ ๆ เพื่อผลักดันการเติบโตของผู้ประกอบการในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

 

 

Beacon VC and Google Cloud announce the success of their Earth KATALYST project in advancing Southeast Asian climate tech startups towards global sustainability

Posted on by beaconvcadmin

Beacon VC and Google Cloud announce the success of Earth KATALYST project in advancing Southeast Asian climate tech startups towards global sustainability

กสิกรไทย และ Google Cloud เผยความสำเร็จโครงการ Earth KATALYST
Beacon VC, in collaboration with Google Cloud, has announced the successful conclusion of the Earth KATALYST project. This three-month accelerator program was specifically designed to enhance the technological capabilities and business strategies of startups in the fields of climate, environmental, and agricultural technologies across Southeast Asia. Five standout startup teams from the program demonstrated their impressive ability to leverage the Google Earth Engine to create tangible positive impacts on both society and the environment. Their innovations also demonstrated potential in meeting the business sector’s needs by improving management efficiency and promoting sustainability.

Mr. Thanapong Na Ranong, Managing Partner, Beacon Venture Capital Company Limited (Beacon VC), said as the venture capital arm of KBank, Beacon VC is committed to continuously strengthening Thailand’s startup ecosystem. This is achieved through support in various dimensions, including venture funding, knowledge sharing, advisory services, and access to technological tools. Most recently, Beacon VC has expanded its role to actively support climate tech startups in alignment with KBank’s mission to drive Thailand towards achieving its greenhouse gas reduction targets and creating a sustainable positive impact on the planet.

This year, Beacon VC collaborated with Google Cloud to launch the Earth KATALYST project, a three-month training program designed to enhance the technological capabilities and business strategies of startups in the fields of climate, environmental, and agricultural technologies. The goal is to empower these startups to generate tangible positive impacts on society and the environment. Throughout the program, participating startups received comprehensive support, including mentorship from industry experts, benefits from the Google for Startups Cloud Program, and strategic guidance from global partners such as New Energy Nexus, a global organization that supports clean energy entrepreneurs and startups; Navagis, a company specializing in location intelligence and spatial data analytics; and Third Derivative, a platform that accelerates the growth of climate tech startups. Participants also joined workshops organized by Beacon VC to help them plan fundraising strategies and prepare for expansion into Southeast Asian markets. In addition, they had the opportunity to explore Google Cloud’s latest technologies, including Vertex AI, BigQuery, and Google Earth Engine, which holds more than 50 years of geospatial data.

This year, more than 40 teams applied to join the Earth KATALYST project, with 12 teams selected for the course. From these, five standout teams were chosen to present their work at the EARTH JUMP event. Each of these teams received a 20,000 Baht grant along with Cloud Credits from Google. The selected teams included:

RIFFAI: A Thai satellite and AI startup developing artificial intelligence to monitor environmental changes via Earth observation satellites.
Aquawise: A Thai AI-satellite tech startup helping farmers prevent disease outbreaks and boost yields by 40–50 percent through continuous water quality monitoring, without hardware.
Muvmi: An AI-powered micro-transit platform offering shared routes to address urban mobility challenges.
Pasar Mikro: A digital platform from Indonesia enabling small-scale producers in the agricultural and fisheries supply chain to access markets and financing.
Arkadiah: A nature-tech startup from Singapore that integrates AI, LiDAR, and satellite technologies to digitize natural resource data and accelerate the restoration of degraded natural areas for economic and environmental value.
Mr. Annop Siritikul, Country Director, Thailand, Google Cloud, revealed that Programs like Earth KATALYST align with Google Cloud’s goal of empowering startups with scalable, interoperable, and energy-efficient cloud, data, and AI capabilities, so they can build and commercialize new and novel products that address real-world problems. Beyond this program, we will continue to support these startups’ efforts to set new standards in sustainable technology innovation and help expand the reach of their products into new markets.

​Mr. Thanapong added that the success of the Earth KATALYST project demonstrates the power of collaborative partnerships in elevating startups’ technological and business capabilities. These efforts have led to tangible solutions and represent a critical step in preparing startups for the global stage in the future. KBank is committed to strengthening and continuously growing the startup ecosystem in Thailand and Southeast Asia, as the Bank firmly believes these startups are at the forefront of innovation, driving meaningful, sustainable, and global impacts.

SaaS Connect Thailand 2025: ผลักดันธุรกิจ SaaS ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

Posted on by beaconvcadmin

งานสัมมนาเชิงกลยุทธ์ SaaS Connect Thailand 2025 จัดโดย KATALYST (by Beacon VC) ร่วมกับ FlowAccount เพื่อผลักดันผู้ประกอบการ SaaS ไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัลและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อโลกธุรกิจ

 

ไฮไลต์ของงาน

มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน ครอบคลุมทั้งผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ SaaS, VC และ Angel Investors, ผู้บริหารด้าน Digital Transformation รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยเปิดพื้นที่ Networking ให้เกิดโอกาสต่อยอดทั้ง B2B Collaboration, API Integration, และ Co-Marketing

งานนี้สะท้อนบทบาทของ Beacon VC ที่ไม่ใช่แค่ลงทุน แต่ยังช่วยสร้างระบบนิเวศ SaaS ให้แข็งแรง

กิจกรรมภายในงานเริ่มจาก ทีม Beacon VC นำเสนอภาพรวมการเติบโตและเทรนด์ SaaS ต่อด้วยการแชร์ประสบการณ์จากผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร SaaS ชั้นนำ รวมถึงวงเสวนาของหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนธุรกิจ SaaS เช่น LINEMAN Wongnai, BUILK ONE GROUP, Wisesight, ReadyPlanet, DEPA, และ NIA

เทรนด์ SaaS ปี 2025

วรพจน์ กิ่งแก้วก้านทอง Partner – Investment, Beacon VC ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยขับเคลื่อน SaaS ปีนี้มาจาก 3 เรื่องหลัก คือ ความต้องการทำ Digital Transformation ที่เพิ่มสูงขึ้นหลังโควิด,การเติบโตของ AI ทำให้ SaaS มีประสิทธิภาพมากขึ้น, กลุ่มลูกค้าที่ก่อนหน้านี้ไม่สนใจ SaaS เริ่มปรับใช้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังมี แนวโน้มสำคัญ เช่น

  • AI-Driven Tools: ทำงานอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างรายได้ใหม่
  • Multi-Cloud Adoption: ใช้ผู้ให้บริการคลาวด์หลายรายเพื่อความยืดหยุ่น
  • Vertical SaaS: พัฒนาโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม
  • SaaS Consolidation (M&A): ขยายตลาดและสร้าง Economies of Scale
  • White-Label SaaS: ให้ธุรกิจอื่นนำไปใช้ต่อและติดแบรนด์ได้
  • Sustainable SaaS: พัฒนาโค้ดแบบ Lean ลดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความเปลี่ยนแปลงของลูกค้าและนักลงทุน ในปี 2025 ทั้ง ลูกค้าและนักลงทุน มีความระมัดระวังมากขึ้น ลูกค้าต้องการ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และ ROI ชัดเจน และ มีแนวโน้มเลือกใช้ โซลูชันท้องถิ่น มากขึ้น นักลงทุน VC ลดการลงทุนลงจากปี 2021 และเน้น บริษัทที่มีข้อมูลชัดเจน เส้นทางการทำกำไรชัดเจน

บริษัท SaaS จึงควรเน้น การเติบโตอย่างยั่งยืน ตามหลัก Rule of 40: อัตราการเติบโต + อัตรากำไรรวมกันเกิน 40%

บทเรียนจากบริษัท SaaS จริง

FlowAccount ของ กฤษฎา ชุตินธร (CEO)

  • ใช้กลยุทธ์ Product-Led Growth (PLG): ให้สินค้าขายตัวเอง ลูกค้าสามารถทดลองและซื้อใช้งานทันที
  • ลดขั้นตอนซื้อขาย (Friction) ทำให้ Sales Cycle สั้นลง และลด CAC
  • ขยายฟีเจอร์และเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น Lazada, Shopee, TikTok Shop

Wisesight ของ กล้า ตั้งสุวรรณ (CEO)

  • เน้น Vertical SaaS เชี่ยวชาญในบางอุตสาหกรรม เช่น FMCG
  • สร้างภาพลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจเฉพาะ

Beryl8 ของ อภิเษก เทวินทรภักติ (CEO)

  • ขยายธุรกิจผ่าน M&A และร่วมทุนในสาย InsurTech
  • รายได้เพิ่มขึ้น 8 เท่าใน 2 ปี
  • เน้นประเมิน Culture Fit และ Performance ก่อนตัดสินใจซื้อกิจการ

Ecosystem สำคัญต่อการเติบโต

หน่วยงานรัฐและตลาดทุน เช่น mai, LiVE Exchange, depa, NIA ให้มุมมองว่า ธุรกิจ SaaS จะเติบโตได้ ต้องแข่งทั้ง Product & Service, Marketing, และ Financial การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ช่วยขยายฐานทุนและโอกาสเติบโต การสร้าง Ecosystem และ Community ช่วยแลกเปลี่ยนความรู้และโอกาสทางธุรกิจ

สรุป

งาน SaaS Connect Thailand 2025 แสดงให้เห็นว่า แม้สภาพเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์กดดันธุรกิจ SaaS แต่หลายบริษัทมี กลยุทธ์ชัดเจน เช่น ใช้ AI-Driven Tools และ Multi-Cloud Adoption เติบโตแบบ Product-Led Growth และขายแบบ Self-Serve ใช้ M&A สร้าง Vertical SaaS เฉพาะอุตสาหกรรม ทั้งหมดสะท้อนว่า การเติบโตของ SaaS ไทยไม่ใช่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ต้องโตไปด้วยกันใน Ecosystem ที่แข็งแรง

Collaboration for Growth: The Strategy Behind Resilient Businesses กลยุทธ์ต้องร่วมเพื่อเติบโต

Posted on by beaconvcadmin

6 กลยุทธ์ Collaboration ปี 2025: จาก “การอยู่รอด” สู่ “การเติบโตไปด้วยกัน”

ในวันที่ต้นทุนสูง ลูกค้าคิดนาน และแพลตฟอร์มเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ธุรกิจไม่อาจยืนเดี่ยวได้อีกต่อไป สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่ “เอาตัวรอด” แต่คือการ “โตไปด้วยกัน” แบบ Win-Win และ Collaboration คือกลยุทธ์หลักที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง

 

6 เทคนิค Collaboration ในปี 2025  ไม่ใช่แค่รอด แต่ต้อง Win-Win ไปด้วยกัน

1. เริ่มจาก “รู้จักตัวเอง” ก่อนหาพาร์ทเนอร์

การร่วมมือที่ดี ต้องเริ่มจากการมองกลับมาที่ตัวเองว่า Core Strength ของธุรกิจคืออะไร จุดไหนที่เราเก่งที่สุด และจุดไหนที่ควรหาคนมาช่วยเสริม ทีม FlowAccount, HumanSoft และ Digio ต่างเห็นตรงกันว่า ธุรกิจเล็ก-กลางไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง แต่ต้องรู้ให้ชัดว่าอะไรคือจุดแข็ง แล้วใช้พาร์ทเนอร์มาช่วยเติมเต็ม

 

2. Collaboration ต้องสร้างคุณค่าร่วมกัน

นอกจากการมี Business Goal และ Common Goal ที่ตรงกันแล้ว เป้าหมายสุดท้ายต้องสร้าง “คุณค่าให้ลูกค้า” ด้วย การเลือกพาร์ทเนอร์ที่ถนัดต่างมิติ เช่น HumanSoft จับมือ Daywork หรือ FlowAccount ทำงานร่วมกับ Digio ต่างย้ำให้เห็นว่า จุดแข็งที่ไม่ซ้ำกันจะช่วยให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และลูกค้าได้บริการที่ดียิ่งขึ้น

 

3. เลือกพาร์ทเนอร์ อย่าเร่งรีบ

Partnership ที่ดีต้องมาจากความเข้าใจและความไว้วางใจ ไม่ใช่การตัดสินใจแบบฉาบฉวย เพราะ Collaboration ไม่ใช่เรื่องของ Marketing ระยะสั้น แต่คือการสร้าง Synergy ที่เดินไปด้วยกันได้ยาว ๆ ดังนั้น ต้องเลือกคนที่มี Core Value และเป้าหมายใกล้เคียงกัน เหมือนการเลือก “เพื่อนสนิท” ที่จะอยู่กันไปนาน

 

4. เคลียร์คัตตั้งแต่วันแรก

หนึ่งในเหตุผลที่ Partnership ล้มเหลว คือการไม่คุยกันให้ชัดตั้งแต่ต้น ต้องกำหนดขอบเขต บทบาท และสิ่งที่ห้ามก้าวก่ายกันตั้งแต่ Day 1 เพราะถ้าทุกอย่างไม่ชัดเจน ปัญหาจะสะสมจนกลายเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่กว่าในอนาคต

 

5. อย่าลืมทีมงานคือหัวใจ

การร่วมมือกันไม่ได้มีแค่ผู้นำ แต่ทีมงานคือผู้แบกรับการทำงานจริง ๆ ผู้บริหารต้องสื่อสารให้ทีมเห็นภาพว่า “ทำไมถึงต้องจับมือกับพาร์ทเนอร์” และซัพพอร์ตอย่างเต็มที่ เมื่อทีมเข้าใจเหตุผล พลังในการทำงานก็จะเพิ่มขึ้น แม้จะเหนื่อยก็จะเดินหน้าต่อเพราะรู้ว่าคุ้มค่า

 

6. เปิดใจหาโอกาสใหม่ ๆ

การได้พาร์ทเนอร์ที่ใช่ มักเริ่มจากการ ออกไปหาโอกาส ไม่ว่าจะงานสมาคมอุตสาหกรรม กลุ่มผู้ประกอบการ หรือแม้แต่จาก “Common Friend” ที่เรารู้จัก จุดเริ่มต้นง่าย ๆ อย่างการถามว่า “ลูกค้าคุณคือใคร” สามารถเปิดบทสนทนาและนำไปสู่ความร่วมมือในอนาคตได้

 

สรุป

Collaboration ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การทำงานร่วมกันชั่วคราว แต่คือการ สร้างรากฐานร่วมกัน บนความเข้าใจตัวเอง เข้าใจพาร์ทเนอร์ และเข้าใจเป้าหมายร่วม การจับมืออย่างมีกลยุทธ์จะไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจ “อยู่รอด” แต่ยัง “เติบโตไปด้วยกัน” ได้อย่างมั่นคงในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

Speakers

คุณกานต์ โชครุ่งวรานนท์ – Chief Of Staff, FlowAccount

คุณอัษฎาวุธ จิตตเสถียร – Chief Executive Officer, HumanSoft

คุณสาธิดา จิรดิลก – Business Analyst, Digio (Thailand) Co., Ltd.

 

ติววิชา Sustainability ก่อนมุ่งสู่ ‘ESG Report’ คอนเทนต์ที่สตาร์ทอัพควรอ่าน จากงาน ESG ESSENTIAL WORKSHOP

Posted on by [email protected]

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ทาง KATALYST ได้มีโอกาสจัดงาน ESG ESSENTIAL WORKSHOP ให้กับกลุ่ม Startup ในประเทศไทย ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ทุกคนที่มางานมีปฏิสัมพันธ์ดี และบรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน ทางเราจึงอยากยกบทความที่เขียนโดน Techsauce มาแบ่งปันกับทุกคน


มีโอกาสเข้าไปรับฟังความรู้เรื่อง Sustainability และการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด ESG (Environmental, Social & Governance) ร่วมกับเหล่าสตาร์ทอัพในงานสัมมนา ‘ESG ESSENTIAL WORKSHOP: Navigating Sustainability for Post-Revenue Startups’ ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้นตามคอนเซ็ปต์ของ KATALYST by KBank โครงการบ่มเพาะความรู้ให้แก่สตาร์ทอัพ ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้ธนาคารกสิกรไทย โดย Beacon VC พบว่าสตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้ามาอบรมความรู้ในงานนี้ ใจจดใจจ่อกับการรับฟังวิทยากรตลอดหลายชั่วโมงที่มีการเรียนการสอน

 

สำหรับผู้สอนหรือวิทยากรที่มาถ่ายทอดองค์ความรู้ในหัวข้อ ESG ESSENTIAL WORKSHOP คือ ดร.เอกภัทร มานิตขจรกิจ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนาคุณภาพการศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้อำนวยการหลักสูตร KU Care โดยประเด็นที่นำมาถ่ายทอดนั้น แบ่งออกเป็น Introduction to Sustainability, Level of Sustainability, Process of Sustainability, Buy-In, Value Chain (Michael E. Porter) และ Materiality Process

จุดยืนด้าน ESG ของธนาคารกสิกรไทย และ Beacon VC

ที่ผ่านมาคงเห็นแล้วว่า Beacon VC มี Beacon Impact Fund โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกสิกรไทย  ในการจัดสรรวงเงินเพื่อลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีผลิตภัณฑ์และบริการที่ส่งเสริมความยั่งยืนและ ESG อีกทั้งมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ โดยมีการดำเนินงานผ่านโครงการ KATALYST by KBank มาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำถึงความตั้งใจที่จะผลักดันสตาร์ทอัพไทยให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ และกลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนในท้ายที่สุด โดยในช่วงไม่กี่ปีนี้ เน้นให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืนและ ESG ตั้งแต่การให้ความรู้และแนะวิธีลงมือทำ ไปในทิศทางเดียวกับแผนของธนาคารกสิกรไทยในปี 2567 ที่ต้องให้ทุกภาคส่วนนำไปปฏิบัติจริงหลังจากที่ได้สร้างการรับรู้เรื่อง ESG แล้วในปีที่ผ่านมา

 

เพราะเล็งเห็นว่า สตาร์ทอัพส่วนใหญ่มีความตระหนักรู้ (Awareness) เรื่อง ESG แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะริเริ่มนำหลัก ESG ไปใช้ในองค์กร (ESG Initiative) อย่างไร ประกอบกับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต Beacon VC และ KATALYST by KBank จึงร่วมมือกับ Singapore Management University (SMU) สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ (SASIN) และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU) จัดเวิร์กช็อปแชร์ความรู้ ‘ESG ESSENTIAL WORKSHOP: Navigating Sustainability for Post-Revenue Startups’ ขึ้น เพื่อการทำ ESG ในภาคปฏิบัติ โดยเน้นการให้ความรู้แก่สตาร์ทอัพเพื่อวางแผนทำ ESG Report ของบริษัทตัวเองได้ และมีสตาร์ทอัพ 50 บริษัทสมัครเข้าร่วมกิจกรรม แต่คัดเลือกสตาร์ทอัพเพียง 40 บริษัทที่ได้เข้าร่วมในเวิร์กช็อปดังกล่าว

 

ก่อนที่โลกจะให้ความสำคัญเรื่อง Sustainability และ ESG

ดร.เอกภัทรสรุปภาพความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งส่งผลต่อสภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิตของประชากรโลกในปัจจุบัน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ การปฏิวัติอุตสาหกรรม การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ที่มาของก๊าซเรือนกระจก (GHG) ผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ความเข้าใจและการตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะโลกรวน (Climate Change) เป้าหมายด้านความยั่งยืน (SDGs) การสร้างความร่วมมือและการทำข้อตกลงต่างๆ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1.5-2 องศา เช่น Tokyo Protocol, Paris Agreement (COP21) ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลกจาก The Global Risks Report 2024 ความสำคัญของการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ฯลฯ

 

ขยับลงมาที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ‘ผู้ประกอบการ’ ต้องเข้าใจเรื่องความยั่งยืน การดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ซึ่งต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นคู่ค่า ลูกค้า พาร์ตเนอร์ พนักงาน ผู้ถือหุ้น ชุมชน แต่การทำตามหลัก ESG ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงนำมาสู่การปูพื้นฐานความรู้และอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง โดย ดร.เอกภัทรชี้ให้เห็นการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การให้เห็นความสำคัญในเรื่อง ESG ประโยชน์ที่สตาร์ทอัพจะได้รับ กรอบการทำรายงาน ESG ตัวชี้วัด ตัวอย่างรายงาน และประเด็นที่สตาร์ทอัพควรรู้อีกมากมาย โดยเทคซอสหยิบสิ่งที่น่าสนใจและย่อยง่ายมาบอกต่อเพียงบางส่วน ดังนี้

งานสัมมนา ESG ESSENTIAL WORKSHOP: Navigating Sustainability for Post-Revenue Startups จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ณ อาคาร K+ สามย่าน ถือเป็นงานที่ต่อเนื่องมาจาก ‘KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2023’ หลักสูตรติวเข้มสำหรับสตาร์ทอัพไทยที่มีการส่งต่อองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนและ ESG เอาไว้บ้างแล้ว

2 แนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

  • Mitigation คือ การลดหรือบรรเทาความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อม หรือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากที่สุด เช่น ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หันมาใช้พลังงานสะอาด การปลูกป่าทดแทน
  • Adaptation หมายถึง การปรับตัวให้เข้ากับปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น เมื่อโลกร้อนขึ้น นักวิจัยก็พัฒนาพืชพันธุ์ให้ทนต่อความแห้งแล้งมากยิ่งขึ้น เกษตรกรก็จะสามารถเพาะปลูกต่อได้

ตัวอย่างความร่วมมือในการพยายามลดโลกร้อน

  • UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) การประชุมเกี่ยวกับ Climate Change ซึ่งจัดขึ้นทุกปี
  • Kyoto Protocol (COP3) การแสดงจุดยืนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้ว
  • COP21 (Conference of the Parties) หรือ 2015 Paris Climate Conference การประชุมสุดยอดผู้นำในประเด็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการหารือและทำข้อตกลงในเรื่องลดความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกันรักษาระดับอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิโลกในยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดเป็น ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งบังคับให้ทุกประเทศที่ร่วมลงนามต้องดำเนินการตามข้อตกลง (Agreed Process) อย่างเป็นรูปธรรม
  • COP26 (Conference of the Parties) การประชุมสุดยอดผู้นำในประเด็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 โดยมีประเด็นสำคัญในเรื่องการกำหนดกรอบระยะเวลาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย, การกำหนดเป้าหมายทางการเงินที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องสนับสนุนประเทศด้อยพัฒนา, การประกาศแผนลดการปล่อยมลพิษ, ข้อตกลงเฉพาะเกี่ยวกับการเลิกใช้ถ่านหิน การเปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะไฟฟ้า, การปล่อยมลพิษสุทธิทั่วโลกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และรักษาระดับอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส
  • COP28 (Conference of the Parties) การประชุมสุดยอดผู้นำในประเด็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 28 โดยมีเหล่าผู้นำและตัวแทนภาครัฐจาก 200 ประเทศ มาหารือร่วมกันในเรื่องภาวะโลกร้อน

 

ความแตกต่างระหว่าง 3 เสาหลักของ Sustainability กับ ESG เพื่อไม่ให้เข้าใจคลาดเคลื่อนหรือโฟกัสผิดจุด

  • Sustainability ให้ความสำคัญในเรื่อง Economic, Social & Environmental
  • ESG ให้ความสำคัญในเรื่อง Environmental, Social & Governance

แนวการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG

  • ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) เช่น ส่งเสริมการแยกประเภทขยะและกำจัดขยะอย่างถูกต้อง ลดการใช้พลังงานในสำนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสีย ลดการใช้เชื้อเพลงฟอสซิลเพื่อผลิตไฟฟ้า วางแผนการขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน
  • ด้านสังคม (Social) เช่น เปิดรับความหลากหลายด้านเชื้อชาติ ศาสนา (Diversity), ให้ค่าแรงและสวัสดิการอย่างเหมาะสมแก่พนักงาน, ให้เกียรติผู้ร่วมงานและไม่มีการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment)
  • ด้านธรรมาภิบาล (Governance) เช่น ทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากการตัดสินใจและกิจกรรมขององค์กร (Responsibility & Accountibility) การให้ความสำคัญในเรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Diversity and Equality)

รู้จัก 3 Scope การจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

  • Scope 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงขององค์กร โดยบริษัทสามารถประเมินได้ว่า แต่ละกิจกรรมในบริษัทปล่อยคาร์บอนมากเพียงใด
  • Scope 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า
  • Scope 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากเพราะต้องเก็บข้อมูลได้ทั้ง Supply Chain

 

ประเทศไทยประกาศเป้าหมายด้านความยั่งยืนเอาไว้ 2 ข้อ คือ

  • เป้าหมายที่ 1 ไทยต้องมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 คือ เน้นเรื่องลดการปล่อยคาร์บอน
  • เป้าหมายที่ 2 ไทยจะต้องทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2065 คือ มีการกักเก็บคาร์บอน ไม่มีการปล่อยก๊าซใดๆ ที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกอีก

การทำรายงานด้านความยั่งยืนของแต่ละองค์กรมีรูปแบบต่างกัน

  • การทำรายงานด้านความยั่งยืนขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่า ดำเนินธุรกิจประเภทใด มีนโยบายและผลการปฏิบัติงานอย่างไร ดังนั้น รูปแบบรายงานของแต่ละบริษัทก็จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสามารถอ้างอิงได้จากแนวทางหรือมาตรฐานต่างๆ ตามความเหมาะสม เช่น SCG, CP จัดทำรายงานด้านความยั่งยืนโดยใช้ SDGs 17 ข้อ เป็นเกณฑ์ในการทำธุรกิจและกิจกรรมของบริษัท

ประเทศไทยมี ‘Thailand Taxonomy’ ชี้ชัดว่า ใครทำกิจกรรมโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

  • Thailand Taxonomy คือ การกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจ เพื่อช่วยประเมินว่า กิจกรรมใดเข้าข่ายการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ด้วยการแบ่งเป็น สีแดง สีเหลือง สีเขียว โดยสีเขียวคือ บริษัทนั้นๆ ทำกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สีแดง คือ บริษัทนั้นๆ ทำกิจกรรมที่ไม่เข้าข่ายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะต้องมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น หรืออาจไม่สามารถระดมทุนได้

 

ตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนและมาตรฐานการทำรายงาน ESG มีอยู่หลายระดับ หลากรูปแบบ ในที่นี้ขอยกเพียงบางตัวชี้วัดที่สตาร์ทอัพควรรู้

  • DJSI Index (Dow Jones Sustainability Indices) คือ ดัชนีชี้วัดความยั่งยืนในระดับสากล ซึ่งมีบริษัทไทยที่ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มบริษัทเกิดใหม่ (DJSI Emerging Market) จำนวน 26 บริษัท และมีบริษัทไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก (DJSI WORLD) มีจำนวนทั้งหมด 15 บริษัท
  • SET ESG Index (หรือชื่อเดิม THSI : Thailand Sustainable Investment) คือ ดัชนีบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มที่ได้รับการประเมินผลว่าเป็น ‘หุ้นยั่งยืน’ โดยบริษัทที่ปรากฏชื่ออยู่ในดัชนีหุ้นยั่งยืนนั้นผ่านการประเมินจากทุกประเภทกิจกรรมโดยได้ 50 คะแนนเป็นอย่างน้อย ส่วนการประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เรียกว่า SET ESG Ratings

ยกตัวอย่าง International Reporting Standard หรือ มาตรฐานการจัดทำรายงานสากล

  • GRI (Global Reporting Initiative) กรอบการจัดทำรายงานขององค์กรความริเริ่มว่าด้วยการรายงานสากล เป็นมาตรฐานการทำรายงานตามหลัก ESG
  • SASB (The Sustainability Accounting Standards Board) รายงานความยั่งยืน ESG ที่ส่งผลกระทบต่อไฟแนนซ์
  • TCFD (Task Force on Climate-related Financial Disclosures) รายงานการวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยง โอกาส และผลกระทบที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ

เกมตอบคำถามผ่าน Kahoot และ Discussion Workshop

เพื่อกระตุ้นความจำ เพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ ดร.เอกภัทรให้ 40 สตาร์ทอัพ รวมกว่า 60 คน ตอบคำถามจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ผ่านการเล่นเกมบนแพลตฟอร์ม Kahoot เช่น ประเทศไทยประกาศว่าจะเป็น Net Zero Emission ในปีใด, ประเทศใดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ โดยผู้ที่ตอบถูกมากที่สุด มีคะแนนสูงสุดก็จะได้รับของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ต่อด้วยการแนะแนวเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมี 4 ขั้นตอนหรือ 4 สเตจ

  • 1) Early and emerging stage ขั้นที่เพิ่งเริ่มทำตามหลัก ESG
  • 2) Initiative-based stage มีการริเริ่มทำบางอย่างตามหลัก ESG แล้ว
  • 3) Strategic focus stage มีทีมแน่นอน มี Commitment ชัดเจน มีการวัดและจัดทำรายงาน รวมทั้งการจัดการความเสี่ยง
  • 4) Vision Driven stage มีวิสัยทัศน์ที่จะพาธุรกิจไปเติบโตสู่ระดับโลก

 

จากนั้นเข้าสู่กิจกรรม Discussion Workshop ช่วงของการให้แต่ละทีมพูดคุยกันว่า ธุรกิจที่ทำอยู่นั้นอยู่ในสเตจใด โดยสตาร์ทอัพ AltoTech เป็นตัวแทนออกมานำเสนอว่า AltoTech อยู่ในสเตจ 2 และกำลังก้าวสู่สเตจ 3 เนื่องจากทีมเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องความยั่งยืนและเริ่มก่อตั้งทีม Sustainability แล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Data กับอีกสตาร์ทอัพ Poppin ที่ซีอีโอบอกสมาชิกในทีมเรื่อง Net Zero Journey เพื่อทำให้ทั้งทีมมีความตระหนักรู้เรื่องความยั่งยืน และทุกคน ทุกฝ่าย ก็พูดคุยประเด็นนี้กันในบริษัท เท่ากับว่า Poppin อยู่ในสเตจ 1 ของการทำธุรกิจที่ยั่งยืน

เรียนรู้ 0-5 สเต็ป เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน

ดร.เอกภัทรแนะแนวทางในภาคปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ว่า มีกระบวนการอยู่ 6 สเต็ป ดังนี้

  • สเต็ป 0 Buy-in สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • สเต็ป 1 Materiality กำหนดประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน
  • สเต็ป 2 Policy ประกาศนโยบายด้านความยั่งยืน
  • สเต็ป 3 Strategy พัฒนากลยุทธ์องค์กร
  • สเต็ป 4 Implementation บริหารจัดการประเด็นสำคัญ
  • สเต็ป 5 Disclosure เปิดเผยผลการดำเนินงาน

 

ทำความเข้าใจเรื่อง Buy-in ว่าทำไมอยู่ในสเต็ป 0

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทมหาชน เอสเอ็มอี หรือสตาร์ทอัพ จะพาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนและสอดคล้องกับหลัก ESG ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจาก ‘ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย’ โดยรอบ เช่น คู่ค้า ลูกค้า พนักงาน แต่การจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย สเต็ป 0 Buy-in หรือสเต็ปการพูดเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจแล้วทำตาม หรือเชื่อมั่นแล้วซื้อไอเดีย ซึ่งผู้พูดต้องเชื่อในเรื่องความยั่งยืนก่อน แล้วใช้ การมีส่วนร่วมและการสื่อสาร (Engagement and Communication) เนื้อหาที่เหมาะกับคู่สนทนา ตามมาด้วยการอธิบายว่า ทำแล้วเขาจะได้อะไร หรือ บริษัทมี Shared Value อะไรกลับคืน

 

“คนที่จะ Buy-in ต้องเป็นคนที่มีวาทศิลป์สูงมาก เป็นคนที่ Convince คนนู้นคนนี้ได้ และที่สําคัญอีกข้อก็คือ จะต้องไม่ยอมแพ้ เพราะว่าจะโดนปฏิเสธเยอะ แต่ก็ต้องคุยจนเขาเข้าใจและเห็นด้วย ซึ่งมันเป็น Process ที่ต้องค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ”

ดร.เอกภัทรกล่าวและยกตัวอย่าง เช่น CFO เห็นว่าควรลงทุนหรือซื้อหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเพราะจะดีต่อบริษัทในระยะยาว ก็ต้องเอาตัวเลขไปคุยกับนักลงทุน ว่าการลงทุนในธุรกิจนี้มีโอกาสที่หุ้นจะขึ้น ทำกำไรได้ หรืออาจได้เทคโนโลยีล้ำสมัยมาปรับใช้ ซึ่งก็จะช่วยลดต้นทุน ลดการปล่อยคาร์บอน นำไปสู่มูลค่าหุ้นและผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ สเต็ป Buy-in จึงมาก่อนกระบวนการทางธุรกิจข้ออื่นๆ

 

ปิดท้ายด้วย Sustainability Stewards Workshop และ Value Chain & Materiality Matrix Workshop

ในช่วงท้ายของงานมีกิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อให้ทุกทีมลองคิดและสื่อสารกันจริงๆ โจทย์ก็คือ ให้แต่ละทีมลองทำในสเต็ป Buy-in คือ ให้สมมุติสถานการณ์ว่า ถ้าต้องไปพูดกับ CEO, CFO, Engineer, Plant Manager หรือ Frontline Worker ใครก็ได้ 1 คน จะพูดให้คนคนนั้น Buy-in เรื่องความยั่งยืนได้อย่างไร

ต่อด้วยเวิร์กช็อปด้าน Value Chain ที่ช่วยให้เข้าใจมากขึ้นว่า ธุรกิจที่ทำอยู่คืออะไร กำลังทำเรื่องไหนที่เป็นเรื่องความยั่งยืน อะไรสำคัญต่อบริษัทและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ฯลฯ โดยให้สตาร์ทอัพระบุออกมาเป็น Value Chain ของธุรกิจที่ทำอยู่ แล้วแบ่งตามหมวด Economic, Environmental, Social และ Governance จากนั้นระบุสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อทำออกมาเป็น Materiality Matrix บอกได้ว่า Top 3 ที่แต่ละสตาร์ทอัพให้ความสำคัญมากที่สุดคือเรื่องอะไร

 

ตัวอย่าง Materiality Matrix ของ KBank

ตอนท้ายงานของงานเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพพูดคุยและสร้างเครือข่าย (Networking) ขยายระบบนิเวศสตาร์ทอัพภายใต้โครงการ KATALYST by KBank ออกไป โดยทุกคนจากภาคส่วนต่างๆ ที่มารวมตัวกันในวันนั้น ล้วนให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG

 

นี่เป็นเพียงบทความชวนทบทวนความรู้ให้แก่เหล่าสตาร์ทอัพและผู้สนใจคอนเทนต์ด้านความยั่งยืน ซึ่งตอกย้ำว่า Beacon VC เน้นให้สตาร์ทอัพได้ทดลองทำจริงเพื่อให้เข้าใจเรื่อง ESG และเห็นความสำคัญของการทำรายงานด้านความยั่งยืน นอกจากนี้ ทาง Beacon VC ยังเผยว่า จะจัดงานส่งต่อความรู้ด้านความยั่งยืนอีก แต่จะจัดขึ้นเมื่อไหร่นั้น สามารถติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊ก KATALYST by KBank และ Beacon Venture Capital

 

#ESG #BeaconVC #KATALYSTbyKBank #ESGworkshop #SMU #SASIN #KU #StartupEcosystem

บทความโดย: Techsauce Thailand

KATALYST STARTUP LAUNCHPAD ปี 4 เสริมศักยภาพสตาร์ทอัพไทย ให้แข็งแกร่งครบวงจรอย่างยั่งยืน

Posted on by [email protected]

KBank โดย Beacon VC เดินหน้าเสริมความแข่งแกร่งสตาร์ทอัพไทยกับโครงการ KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2023 ปีที่ 4

 

โครงการดีๆที่มุ่งถ่ายทอดหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจเพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพพัฒนาธุรกิจและเติบโตอย่างยั่งยืนก้าวทันเทคโนโลยีพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง

หลังการเรียนรู้ตลอด 9 สัปดาห์สุดเข้มข้น ทั้ง 10 ทีมก็ถึงคราวนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการเพื่อชิงเงินรางวัลและโอกาสต่อยอดทางธุรกิจ  

 

ภาพรวมของโครงการในปีนี้เป็นอย่างไร และทีมไหนมีผลงานน่าสนใจบ้าง เรามาร่วมติดตามไปพร้อมกันได้เลย!

โครงการ  KATALYST STARTUP LAUNCHPAD เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำโดยรองศาสตราจารย์ Charles (Chuck) Eesley และพันธมิตรในด้านต่างๆ

 

โดยปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้อย่างเข้มข้นตลอด 9 สัปดาห์ จากเหล่าเมนเทอร์ชั้นนำจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงยังมีโอกาสสร้างเครือข่ายและต่อยอดการทำธุรกิจกับผู้ร่วมโครงการทั้งรุ่นก่อนและรุ่นปัจจุบัน ซึ่งตอนนี้มีสตาร์ทอัพที่เป็นเครือข่ายธุรกิจมากถึง 200 รายเลยทีเดียว

 

คุณธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (บีคอน วีซีเผยว่า KBank มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยให้แข็งแกร่งอย่างครบวงจร ทั้งการสนับสนุนเงินทุน องค์ความรู้ความเข้าใจ รวมถึงได้ลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง สามารถตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ และนำความรู้ดังกล่าวไปใช้ได้จริง

 

 

ในปีนี้ยังมีสตาร์ทอัพที่น่าสนใจต่างจากปีที่ผ่านๆ มา มีการนำ Passion มาต่อยอดเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ มีการใช้ Deep Tech และ AI เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

 

KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2023 มีทีมสมัครเข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 200 ทีมด้วยสตาร์ทอัพที่หลากหลาย ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมหลักสูตร 62 ทีม กระทั่งคัดเลือกจนเหลือ 10 ทีมสุดท้ายนำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการในรอบชิง

 

 

ทีมที่คว้าชัยไปในปีนี้คือทีม Tambaan.co ระบบจ้างงานผู้รับเหมาให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่คัดเลือกผู้รับเหมาควบคุมงานก่อสร้างเพื่ออุดรอยรั่วและแก้ไขปัญหาการทุจริตในงานก่อสร้างอย่างเป็นระบบ

 

 

อันดับที่ 2 ได้แก่ทีม Plant Origin ผลิตภัณฑ์ทดแทนไข่ที่ทำมาจากโปรจีนไฮโดรไลเซตสกัดจากรำข้าวเพื่อผู้ที่มีปัญหาในการรับประทานไข่และช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนไข่ในประเทศ

 

 

อันดับที่ 3 ได้แก่ทีม PreceptorAI แพลตฟอร์มเพื่อช่วยบุคคลากรทางการแพทย์วินิจฉัยโรคและดูแลคนไข้ โดยการใช้เทคโนโลยี AI ที่เทรนด้วยข้อมูลเวชปฏิบัติของประเทศไทยช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์

 

 

ทางโครงการยังมีรางวัล The Sustainable Innovation Award มอบให้กับทีมที่มีวิสัยทัศน์ด้ายนวัตกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกใหกับสังคมได้อย่างยั่งยืน

 

ทีม Modgut แพลตฟอร์ม AI ขั้นสูงที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีไมโครไบโอม (จุลินทรีย์ในลำไส้) นำเสนอโซลูชันด้านสุขภาพที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล คว้ารางวัลนี้ไปครอง

 

นอกจากนี้ ทุกทีมที่ผ่านเกณฑ์ของหลักสูตร ยังได้รับสิทธิประโยชน์พร้อมการสนับสนุนเครื่องมือต่อยอดทางธุรกิจ รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

 

ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาด้าน UX/UI จาก Beacon Interface, Cloud Credit จาก Amazon Web Service (AWS), และ Co-working Space จาก True Digital Park รวมทั้งประกาศนียบัตรจาก KATALYST by KBank และประกาศนียบัตรสำเร็จหลักสูตรการเรียนรู้แบบออนไลน์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดถือเป็นใบเบิกทางสำคัญขยายเครือข่ายธุรกิจต่อไป

KBank touts the success of its Thai startup enabler program which creates business models for sustainable growth

Posted on by beaconvcadmin

KASIKORNBANK has touted the success of its KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022 program to equip participants with a ‘Recipe for Success’ for world-class startups. During an eight-week intensive course, a total of eight teams were shortlisted to pitch their ideas in the competition to win cash prizes and solutions to accelerate business growth, which are worth more than 800,000 Baht. In the final round, “Project EV” won the 1st prize for its business plan on comprehensive solutions for the conversion of internal combustion engine (ICE) for commercial trucks to electric vehicles (EVs) for businesses, plus charging station installation service at product distribution centers. As Thai startups have showcased innovative ideas which focus more on sustainability in line with the prevailing business trend, KBank plans to continue supporting Thai startups with more projects to come.

Mr. Thanapong Na Ranong, Managing Director, Beacon Venture Capital Co., Ltd, (Beacon VC), said that the KATALYST STARTUP LAUNCHPAD 2022 program has been conceived from KBank’s commitment to the development of Thai startups to ensure their solid growth. Focus has been on equipping them with knowledge and numerous techniques so that they have a better understanding of real-world business practices, especially through training courses imparted by experts. The activity aims to enable participants to create their own business infrastructure and apply knowledge gained in a tangible manner. KBank has organized this activity for the third consecutive year. In 2022, more than 250 startups signed up for the project, 65 of which passed the selection criteria to participate in the training. They come from a diverse range of businesses, covering all needs in the market, and have the capabilities to strengthen the ecosystem.

Throughout the eight-week intensive training, participating startups attended a program which is part of the Stanford Thailand Research Consortium’s research projects, led by Associate Professor Charles (Chuck) Eesley of Stanford University. In this session, they were equipped with knowledge on the startup business that places emphasis on sustainable growth. The final eight startups, with outstanding performance, were selected to present to a panel of judges their diverse range of unique ideas, such as educational, health and agricultural technologies, electric vehicle engineering, advanced hydro technology, and carbon credit solutions. Many of the participating startups presented interesting ideas that meet the business sector’s needs in the transition to a green society.

Regarding the contest results, the winning team is “Project EV” for its comprehensive solutions of the conversion of an internal combustion engine (ICE) car to an electric vehicle (EV) for logistics business clients. The second runner-up is HealthTAG for its idea of blockchain-based medical data management service that could lead to the seamless exchange, linkage, and integration of patient-centric health data. The third runner-up was the LEET CARBON Team, which developed a solution designed for managing, tracking, and monitoring carbon credit projects by using geospatial data and nature-based solutions efficiently and transparently. All three winning teams received prize money and the solutions for accelerating their business growth. The combined value of prizes under the project topped 800,000 Baht. Additionally, participants who meet all the program criteria will receive a certificate from KATALYST by KBank and a statement of participation from Stanford Online for completing the online learning program. This also provides a great opportunity for business network expansion with several leading domestic and international companies.

Mr. Thanapong added, “KBank will continue to organize activities to promote the startup community in various forms such as seminars for knowledge and experience sharing, projects for business collaboration with KBank, advisory service and solutions to enhance startup capability and efficiency in operating their business for long-term sustainable growth.”

Play to Earn คืออะไร? เมื่อเทคโนโลยีคริปโตเข้ามามีบทบาทในวงการเกม

Posted on by admin_beacon_2024

Play to Earn คือรูปแบบเกมที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งแรงจูงใจของผู้เล่นอาจไม่ใช่เพื่อความสนุกหรือผ่อนคลายอย่างเดียว แต่คือเม็ดเงินที่ตามมาในรูปของ Cryptocurrency ที่อาจพลิกโฉมวงการเกมในระยะยาวได้เลยทีเดียว จากเดิมที่คนเคยมองว่าเกมเป็นงานอดิเรก แต่อีกไม่นาน Play to Earn อาจอันเป็นงานหลักที่สร้างรายได้ของใครหลาย ๆ คนก็ได้

ดูน่าสนใจใช่ไหมล่ะ งั้นมาทำความรู้จัก Play to Earn ให้มากขึ้นกันดีกว่าว่าคืออะไร แตกต่างจากเกมทั่วไปอย่างไร ได้เงินจากการทำอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างเกม Play to Earn ชื่อดัง และคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเล่นเกม Play to Earn

 

Play to Earn คืออะไร

Play to Earn คือ “เกมที่เล่นแล้วมีรายได้” บ้างก็เรียกว่าเกม NFT แต่รายได้นั้นจะไม่เหมือนกับเกมทั่วไปที่เป็นการสะสมเหรียญหรือเพชรไปแลกเป็นเงิน เนื่องจาก Play to Earn เป็นรูปแบบเกมที่มีระบบ Blockchain และ Cryptocurrency มาเกี่ยวข้อง โดยรายได้จะแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

1. Non-Fungible-Token (NFT) หรือสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น ไอเทมหรือของสะสมของเราที่ได้มาจากการเล่นเกมแล้วนำไปซื้อขายใน NFT Marketplace

2. Fungible-Token หรือสกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ อย่างใน Play to Earn ส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญที่อยู่ในบล็อกเชนของ Etherium และ Binance ซึ่งแต่ละเกมมักจะมีการสร้างเหรียญเกมของตัวเองขึ้นมา เช่น เหรียญ SAND จาก The Sandbox ที่สร้างบน Ethereum Blockchain มาตรฐาน ERC-20 ถ้าเล่นเกมชนะหรือทำภารกิจสำเร็จก็รับเหรียญนี้ไปเลย จะเอาไปซื้อไอเทมหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินก็ได้

รูปภาพจาก Sensorium

 

Play to Earn แตกต่างจากเกมทั่วไปอย่างไร

1. ผู้เล่นเป็นเจ้าของทรัพย์สินดิจิทัลทั้งหมด โดยสามารถนำไอเทมหรือของสะสมมาไปทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนในรูปแบบ NFT กับผู้เล่นคนอื่น ๆ รวมถึง Content Creators หรือแม้แต่ Game Developers เอง ต่างจากเกมทั่วไปบางเกมที่เราต้องซื้อไอเทมต่าง ๆ กับทาง Game Developers อย่างเดียว ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ประกอบการในเกม

2. สินทรัพย์ดิจิทัลมีมูลค่าในโลกความจริง สามารถแลกเปลี่ยนมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งเงินในเกมทั่วไปบางเกมจะไม่ใช่เงินจริง

3. มีความยุติธรรมในการเล่น เพราะเกมที่ใช้บล็อกเชนนั้นจะมีความโปร่งใสมากกว่าเกมประเภทอื่น ๆ พอสมควร ผู้เล่นทุกคนมีสิทธิในการตัดสินใจในเกมอย่างเท่าเทียมกัน ต่างจากเกมทั่วไปบางเกมที่การชนะหรือแพ้จะขึ้นอยู่กับการกำหนดของ Game Developers ของแพลตฟอร์มนั้น ๆ

นอกจากนี้ บางเกมยังสามารถนำ Token มาใช้ในการกำกับดูแลได้อีกด้วย เช่น โหวตลงคะแนนเพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายหรือพัฒนาเกมให้ดีขึ้น

เราจะหารายได้จากการเล่น Play to Earn ได้อย่างไร

 

1. การแข่งขันหรือมีส่วนร่วมในภารกิจ

เมื่อเล่นเกม Play to Earn ผู้เล่นสามารถสะสมทรัพย์สินในเกมได้ผ่านการแข่งขัน การดวล หรือการทำภารกิจต่าง ๆ ที่มีรางวัลให้ และถ้ายิ่งพัฒนาตัวละครให้ดีขึ้นมากเท่าไร โอกาสที่จะเล่นแล้วชนะก็ยิ่งสูงขึ้น

 

2. การขายสินทรัพย์ในรูปแบบ NFT

ไม่ว่าจะขายสกิน ที่ดินเสมือน หรือไอเทมต่าง ๆ ที่ได้มาจากการเล่นเกมหรือซื้อมา ยิ่งเป็นของหายาก ยิ่งมีมูลค่ามาก ซึ่งผู้เล่นสามารถนำไปซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนผ่าน NFT Marketplace ได้

 

3. การลงทุน

เกมไหนยิ่งได้รับความนิยม มูลค่าของทรัพย์สินในเกมก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ดึงดูดให้คนจำนวนมากเข้ามาลงทุนกับทรัพย์สินใน Play to Earn มีการก่อตั้งกิลด์หรือกลุ่มช่วยเหลือผู้เล่นขึ้นมา เพื่อให้ผู้เล่นที่ไม่มีเงินซื้อตัวละครหรือไอเทมเจ๋ง ๆ สามารถยืมไปเล่นก่อน หรือจะเปิดให้คนอื่นเอาเงินมาลงทุนให้เราเล่น เมื่อได้กำไรแล้วค่อยเอามาแบ่งกัน

 

ตัวอย่างเกม Play to Earn ชื่อดัง

 

1. Axie Infinity

Axie Infinity ถือเป็น Play to Earn ที่ได้รับความนิยมสูงมาก รูปแบบเกมจะมีทั้งการผ่านด่านผจญภัยและการนำมอนสเตอร์มาต่อสู้กันเพื่อให้เลเวลอัป โดยมีสิ่งที่จูงใจผู้เล่น คือ สกุลเงินในเกมที่เรียกว่า Small Love Potion (SLP) และ Axie Infinity Shard (AXS) ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิทัล Binance และ Etherium ได้ ทั้งนี้ Axie แต่ละตัวจะเป็น NFT ได้นั้น ขึ้นอยู่กับเลเวลและความสามารถในการต่อสู้ ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละเผ่าพันธุ์นั่นเอง

สามารถเล่นได้ที่ Axie Infinity

 

2. The Sandbox

The Sandbox เป็น Play to Earn แบบ Virtual Metaverse หลังจาก Facebook เปลี่ยนชื่อเป็น Meta ก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนราคาเหรียญ SAND ที่เป็นสกุลเงินของแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนรูปแบบเกมนั้นค่อนข้างอิสระ เพราะสามารถเลือกได้ว่าอยากทำอะไรในโลกเสมือนแห่งนี้ จะเป็นเจ้าของที่ดิน นักสะสม ศิลปิน เล่นเกม หรือสร้างเกมของตัวเองก็ได้ หากใครต้องการซื้อที่ดินดิจิทัลหรืออสังหาริมทรัพย์ The Sandbox ถูกยกให้เป็นหนึ่งแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเลยล่ะ

สามารถเล่นได้ที่ The Sandbox

 

3. Mines of Dalarnia

Mines of Dalarnia เป็น Play to Earn แนวผจญภัย ใช้เหรียญ DAR เป็นสกุลเงินในเกม รูปแบบเกมจะเป็นขุดหาสิ่งของ อย่างแร่ธาตุ ของโบราณ หรือสิ่งประดิษฐ์ มีการต่อสู้กับมอนสเตอร์เพื่อชิงไอเทมหายาก ซึ่งสามารถนำไปขายเป็น NFT ได้ หากได้เป็นเจ้าของที่ดินก็สามารถปล่อยเช่าหรือซื้อขายได้เหมือนในชีวิตจริงเลย

สามารถเล่นได้ที่ Mines of Dalarnia

 

4. My Neighbor Alice

My Neighbor Alice เป็น Play to Earn ที่มาในแนวทำฟาร์ม รูปแบบการเล่นเกมจะมีทั้งการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สร้างสิ่งก่อสร้าง ตกปลา เควสกับ NPC เพื่อรับเหรียญ Alice และยังทำกิจกรรมกับผู้เล่นคนอื่น ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ ผู้เล่นสามารถตกแต่งที่ดินและนำไปขายเป็น NFT หรือจะขายไอเทมที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก Alice ก็ได้

สามารถเล่นได้ที่ My Neighbor Alice

 

5. Mobox

Mobox เป็นแพลตฟอร์มที่ผสมผสานระหว่าง DeFi กับเกม NFT อยู่บน Binance Smart Chain โดยมีเหรียญ MBOX เป็นสกุลเงินของแพลตฟอร์ม ฟังก์ชันหลัก ๆ ของ Mobox ได้แก่ MOMO Farmer ที่ให้ผู้ใช้สัมผัสประสบการณ์ DeFi เช่น การให้ผู้ใช้ทำหน้าที่เป็น Liquidity Provider ให้กับแพลตฟอร์มและรับรางวัลเป็นเหรียญ MBOX ฟังก์ชันถัดไปคือ Game ที่เป็นการต่อสู้เพื่อแลกกับรางวัล, NFT Marketplace เอาไว้ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และ Governance ไว้เพื่อโหวตข้อเสนอต่าง ๆ

สามารถเล่นได้ที่ Mobox

อยากเล่น Play to Earn ต้องทำยังไง

สำหรับคนที่อยากเล่นเกม Play to Earn สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ หาเกมที่เราสนใจก่อน โดยสามารถเข้าไปดูที่เว็บไซต์ playtoearn.net แนะนำให้ดู Insight ของเกมนั้น ๆ ว่ามีผู้เล่นมากน้อยแค่ไหน จำนวนผู้เล่นเพิ่มขึ้นมาเท่าไร และควรอ่าน Whitepaper ก่อนเล่นเกมนั้นทุกครั้ง

อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญสำหรับคนที่จะเล่น Play to Earn เพื่อหารายได้ คือ ควรดูการเติบโตของเหรียญเกมนั้น ๆ ด้วย โดยสามารถเข้าไปดูได้ที่ coinmarketcap.com

 

สิ่งที่ต้องมีก่อนเล่น Play to Earn

1. Account สำหรับแลกเปลี่ยน Cryptocurrency
2. Software Wallet หรือกระเป๋าเงินดิจิทัล เอาไว้เก็บ Cryptocurrency
3. Hardware Wallet เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยที่สุด โดยรูปแบบจะคล้ายกับ USB แนะนำให้ใช้เพื่อป้องกันการถูกแฮ็กหรือโดนขโมยทรัพย์สิน
4. เงิน เนื่องจาก Play to Earn บางเกมไม่มี Free to Play จึงต้องใช้เงินซื้อตัวละครหรือไอเทมอื่น ๆ ก่อนเล่น อย่าง Axie Infinity เป็นต้น

 

Summary

 

Play to Earn คือเกมรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง มาพร้อมกับความสนุกเพลิดเพลินที่อาจช่วยให้ผู้เล่นไม่ต้องเครียดมากนัก

ในอีกแง่หนึ่ง Play to Earn ก็เหมือนกับการลงทุน ที่ผู้เล่นจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดให้ดีพอ นอกจากจะเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือแล้ว เรื่องสกุลเงินดิจิทัลก็เป็นสิ่งสำคัญหากเราต้องการสร้างรายได้จากช่องทางนี้ เพราะมีแนวโน้มปรับขึ้นลงตามสถานการณ์ และถ้า Game Developers ออกแบบ Tokenomics มาไม่ดี ก็อาจทำให้เกิดการ Oversupply ที่จำนวนเหรียญมีมากกว่าผู้เล่นได้

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเกม Play to Earn อาจเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับให้เข้ากับโลก Metaverse มากขึ้น ซึ่งมีโอกาสที่อาชีพเกมเมอร์และครีเอเตอร์จะขึ้นมาเป็นอาชีพที่ได้รับนิยมอันดับต้น ๆ เราอาจได้เห็นทั้งอาชีพเกมเมอร์และนักลงทุนในคนเดียวกันก็เป็นได้

อ้างอิง:

Tokenization เทคโนโลยีที่จะกลายเป็นอนาคตของโลกออนไลน์

Posted on by admin_beacon_2024

แม้ Tokenization อาจจะไม่ใช่คำที่คุ้นหูสักเท่าไรนัก แต่ถือเป็นเรื่องใหม่ที่น่าจับตามองมาก ๆ เพราะว่ากันว่า เทคโนโลยีตัวนี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการเงินในอนาคตเลยทีเดียว ลองนึกภาพว่า ในอนาคตเราสามารถซื้อที่ดินได้แค่ปลายนิ้วคลิกเหมือนที่เราซื้อของในเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยไม่ต้องใช้เอกสารอะไรเลย เริ่มน่าสนใจขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ

 

ต้นกำเนิดของการใช้ Token

ก่อนจะเข้าใจว่า Tokenization คืออะไร เรามาย้อนกลับไปยังประเทศอังกฤษในศตวรรษที่ 17-19 กันก่อน ในยุคนั้น ยังไม่มีเงินที่ออกโดยรัฐบาลอย่างชัดเจน Token จึงถูกนำมาใช้แทนมูลค่าของเหรียญเพื่อซื้อสินค้าบางประเภทตามที่ผู้ซื้อและผู้ขายได้ตกลงกันไว้

Tokenization คืออะไร

คอนเซปต์ของ Token ยังได้ถูกนำมาใช้ในปัจจุบัน ซึ่ง Tokenization เองก็ได้นำคอนเซปต์เดิมนี้กลับมาอีกครั้ง อธิบายง่าย ๆ คือ มันเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้การซื้อขายผ่านออนไลน์ง่ายยิ่งขึ้นและปลอดภัยมากกว่าเดิม เพราะมูลค่าของมัน คือ การทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน (ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย) กลายเป็น Token เมื่อมีการทำธุรกรรมแบบออนไลน์ ระบบก็จะดึงข้อมูลใน Token ไปใช้แทนการใช้ข้อมูลส่วนตัวโดยตรง เท่ากับว่าการซื้อขายสินทรัพย์ไม่จำเป็นต้องกรอกเอกสารและไม่ต้องใช้เวลานานอีกต่อไป

 

Blockchain และ Tokenization เกี่ยวข้องกันอย่างไร

อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า คอนเซปต์ของ Token นั้นมีการใช้มาหลายศตวรรษ แต่สาเหตุที่ Tokenization เพิ่งจะถูกพูดถึงและนำมาใช้กับธุรกรรมออนไลน์นั้นเป็นเพราะการเข้ามาของ Blockchain เมื่อไม่นานมานี้นั่นเอง

Blockchain คือ เทคโนโลยีที่ช่วยจัดเก็บข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยสูง เกิดการโกงหรือปลอมแปลงข้อมูลได้ยาก

เพราะฉะนั้น การใช้เทคโนโลยี Blockchian ใน Tokenization จะทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยสูงสุด แม้จะเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากอย่างที่ดินก็สามารถโอนกรรมสิทธิ์ผ่านโลกออนไลน์กันได้อย่างง่ายดาย

เตรียมรับมือกับ Tokenization ในอนาคต

ในอนาคต เราอาจจะอยู่ในโลกที่ใช้ Tokenization กันอย่างแพร่หลาย จึงควรรู้ข้อดีและข้อเสียของมันไว้เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุน

 

ข้อดี

  • ปกป้องความปลอดภัยของข้อมูล (Security of Information)
    เพราะ Tokenization เปิดให้ใช้ Token แค่ในระบบที่สามารถเข้าถึงได้เท่านั้น ทำให้การรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลดี มีความแม่นยำกว่า และยากต่อการนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี
  • สามารถถือครองกรรมสิทธิ์แบบสัดส่วนได้
    ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักว่าทำไม Tokenization จะกลายเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตเลยก็ว่าได้ เพราะ Asset tokenization สามารถแชร์ Token ได้ง่ายและปลอดภัย ช่วยให้เราแชร์กรรมสิทธิ์สิ่งของต่าง ๆ บนโลกจริงในโลกเสมือนได้ด้วยปลายนิ้ว
  • ทำธุรกรรมได้ง่ายกว่าเดิม
    เราไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารที่ยุ่งยากในการทำธุรกรรมอีกต่อไป เพราะ Tokenization เก็บข้อมูลของเราไว้ในระบบให้หมดแล้ว แถมระบบยังปลอดภัยทั้งกับผู้ซื้อและผู้ขายอีกด้วย

 

ข้อควรระวัง

  • ยังไม่มีข้อกฎหมายรองรับที่แน่นอน
    แม้ว่าจะทุกอย่างจะง่ายและรวดเร็วขึ้นเมื่อมี Tokenization แต่ข้อกฎหมายในแต่ละประเทศนั้นไม่เหมือนกัน ทำให้ยังเป็นข้อจำกัดในหลาย ๆ ด้าน แม้การถือครองสินทรัพย์จะง่ายแค่ปลายนิ้ว แต่ก็อาจติดขัดเรื่องข้อกำหนดในแต่ละพื้นที่อยู่ดี
  • อาจมีเทคโนโลยีที่ข้อจำกัดน้อยกว่ามาแทนที่
    แม้ Tokenization จะน่าสนใจแค่ไหน แต่ในอนาคตก็อาจจะมีเทคโนโลยีที่มีข้อจำกัดน้อยกว่าและใช้ได้ในหลายแพลตฟอร์มมากกว่ามาแทนที่ได้ เพราะตอนนี้ Tokenization ยังไม่มีความแน่นอนในตัวเองขนาดนั้น การลงทุนในด้านนี้จึงอาจยังมีความเสี่ยงสูงอยู่นั่นเอง

 

Summary

 

แม้จะยังมีเรื่องให้ปรับแก้กันอีกมากแต่ Tokenization ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าจับตามองเพราะมีความเป็นไปได้สูงในอนาคต จากนี้ คงต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า สุดท้ายแล้วโลกจะไปในทิศทางไหน และในระหว่างนี้จะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่หรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจเทคโนโลยีไว้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนในอนาคต เพราะอย่าง Tokenization เองก็เกี่ยวข้องกับ Blockchain ที่มีแนวโน้มเติบโตและพัฒนาขึ้นทุกวัน การศึกษาข้อมูลเรื่องนี้อย่างละเอียดจะช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมและความเป็นไปได้ก่อนการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

อ้างอิง:

รู้จัก Robo Advisor ผู้ช่วยวางแผนการลงทุนอัจฉริยะ

Posted on by admin_beacon_2024

โลกยุคใหม่ที่ผู้คนหันมาสนใจลงทุนบวกกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ Robo Advisor ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเข้าถึงคนทั่วไปที่อยากลงทุนและต้องการที่ปรึกษาคอยช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังทำลายข้อจำกัดเกี่ยวกับการลงทุนหลายด้าน ทั้งเงินลงทุนที่ไม่มากนัก รวมถึงตอบโจทย์ผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาข้อมูลด้านการลงทุนอีกด้วย

ถ้าอยากรู้ว่า Robo Advisor คืออะไร ทำงานอย่างไร เหมาะกับเราหรือไม่ มีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง คำตอบอยู่ที่นี่แล้ว

 

Robo Advisor คืออะไร

Robo Advisor คือ “แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการวางแผนการเงินและการลงทุนแบบอัตโนมัติ โดยใช้อัลกอริทึมที่นำทักษะจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาทำงานแทนมนุษย์” พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนนั่นเอง ซึ่งหน้าที่ของ Robo Advisor จะคอยจัดพอร์ต ออกแบบสัดส่วนการลงทุน บริหาร และปรับสมดุลพอร์ต (Rebalancing) ตามวัตถุประสงค์และความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของเรา

 

หลักการทำงานของ Robo Advisor

ก่อนเข้าสู่การทำงานของ Robo Advisor ผู้ลงทุนจะต้องระบุข้อมูลส่วนตัว จำนวนเงินที่ต้องการลงทุนครั้งแรก ระยะเวลาในการลงทุน และเงินลงทุนรายเดือน รวมถึงวัตถุประสงค์ในการลงทุน เช่น เพื่อเก็บออม เพื่อสร้างผลกำไร เพื่อการเกษียณ หรือเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นต้น จากนั้นจะให้เลือกระดับความเสี่ยง ซึ่งมีตั้งแต่เสี่ยงต่ำมากไปจนถึงเสี่ยงสูงมาก

เมื่อระบุข้อมูลและความต้องการเสร็จเรียบร้อยแล้ว Robo Advisor จะจัดพอร์ตและแบ่งสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงตามที่เราเลือกไว้ โดยอ้างอิงจากข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการใส่ไว้ข้างต้น หากผู้ลงทุนพอใจกับพอร์ตที่ Robo Advisor ออกแบบให้ หลังจากนี้จะเป็นการเริ่มบริหารและปรับสมดุลพอร์ตอัตโนมัติตามสภาวะตลาด ซึ่งผู้ลงทุนสามารถติดตามพอร์ตของตัวเองได้ตลอดเวลาผ่านแอปพลิเคชัน

Robo Advisor เหมาะกับใคร

Robo Advisor เหมาะกับ “ทุกคนที่ต้องการลงทุน” โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีเวลาศึกษาข้อมูลหรือยังมีความรู้ด้านการลงทุนไม่มากพอ ผู้ที่ไว้ใจเทคโนโลยีในการลงทุน และผู้ที่ไม่อยากใช้เงินครั้งละมาก ๆ ในการลงทุนด้วย

 

ข้อดี-ข้อเสียของ Robo Advisor

 

ข้อดี

1. คนทั่วไปเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น
เนื่องจากการลงทุนด้วย Robo Advisor ใช้เงินลงทุนไม่มากและเน้นความสม่ำเสมอ จึงเข้าถึงคนทั่วไปที่อยากเริ่มลงทุนได้ง่ายขึ้น ทั้งยังตอบโจทย์ผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาข้อมูลด้านการลงทุนอีกด้วย

2. ค่าธรรมเนียมต่ำ
แน่นอนว่าการให้ Robo Advisor เป็นที่ปรึกษาในการลงทุนค่าธรรมเนียมย่อมต่ำกว่าอยู่แล้ว จากปกติที่ Human Advisor มักชาร์จเพิ่ม 1-2% ของมูลค่าพอร์ต แต่ Robo Advisor บางตัวชาร์จเพียง 0.25-0.5% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังไม่คิดค่าคอมมิชชันในการซื้อ-ขายและปรับพอร์ต ซึ่ง Human Advisor บางรายมีการคิดเงินในส่วนนี้เพิ่มเติม

3. ปรับพอร์ตให้อัตโนมัติ
ข้อดีของ Robo Advisor คือจะปรับสมดุลพอร์ต (Rebalancing) ให้อัตโนมัติเพื่อให้การลงทุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่เราตั้งไว้ ซึ่งผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องมาบริหารหรือซื้อ-ขายเอง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ Robo Advisor ช่วยจัดการ

4. ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินใจลงทุน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนหลายคน คือ บางครั้งมักจะตัดสินใจซื้อ-ขายสินทรัพย์ด้วยอารมณ์แทนที่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริง ส่งผลให้ขาดทุนกว่าที่ควรจะเป็น แต่การใช้ Robo Advisor จะตัดส่วนอารมณ์นี้ออกไป โดยจะวิเคราะห์สภาวะตลาดและพิจารณาขายสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อราคาตลาดอยู่ในเกณฑ์ดีแล้วเท่านั้น

5. ใช้งานง่ายและปลอดภัย
เนื่องจากบริการ Robo Advisor สามารถใช้งานได้บนมือถือ จึงทำให้การลงทุนนั้นง่ายดายและสะดวก แถมยังติดตามพอร์ตได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนี้ ยังมีการแสดงประวัติการซื้อ-ขายแจ้งให้ทราบ ซึ่งมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและโปร่งใสแน่นอน

ข้อเสีย

1. ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้ 100%
ในบางครั้งผู้ลงทุนอาจอยากซื้อ-ขายกองทุนด้วยตัวเองเพราะคิดว่าผลลัพธ์น่าจะดีกว่า แต่ด้วยข้อจำกัดของ Robo Advisor กลับไม่สามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้ เนื่องจากบางอย่างจำเป็นต้องเป็นไปตามกลยุทธ์ของ Robo Advisor นั่นเอง

2. มีข้อจำกัดในการเลือกสินทรัพย์
โดยปกติ Robo Advisor จะเป็นผู้คัดเลือกและแบ่งสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับวัตถุประสงค์และความเสี่ยงตามที่เลือกไว้ ซึ่งผู้ลงทุนสามารถเลือกสินทรัพย์ตามแผนใดก็ได้ที่ Robo Advisor ออกแบบไว้ให้ แต่จะไม่สามารถเลือกตามใจตัวเองหรือปรับแต่งเองได้ทั้งหมด ซึ่งในบางครั้งอาจจะจำกัดให้ลงทุนเฉพาะกองทุนรวมอย่างเดียว

3. ไม่สามารถปรึกษาแบบ Face-to-Face ได้
ข้อจำกัดของการมีที่ปรึกษาการลงทุนเป็น AI คือเวลาไม่แน่ใจหรือไม่สบายใจเกี่ยวกับการลงทุน ผู้ลงทุนจะไม่สามารถปรึกษาหรือพูดคุยได้เหมือนกับการมีที่ปรึกษาเป็นมนุษย์

4. อาจทำให้เข้าใจว่าไม่ต้องศึกษาเรื่องการลงทุน
แม้ Robo Advisor จะบริหารและปรับสมดุลพอร์ตให้เราอัตโนมัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ลงทุนจะไม่ต้องศึกษาเรื่องการลงทุนหรือติดตามพอร์ตเลย เพราะบางอย่างยังต้องอาศัยความเข้าใจด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม มีความรู้ย่อมดีกว่าไม่มี เพื่อที่ในอนาคตจะได้มีโอกาสลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ มากขึ้น

 

Summary

 

การทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ในการลงทุนคือสิ่งแรกที่นักลงทุนทุกคนควรรู้ เพื่อที่จะกำหนดทิศทางการลงทุนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม และถึงแม้จะมี Robo Advisor ช่วยผ่อนแรงในเรื่องการศึกษาความรู้เกี่ยวกับการลงทุน แต่ถ้าอยากไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ความรู้ก็ถือเป็นบันไดที่จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายนั้น

อ้างอิง: