Category: KATALYST

Altcoin คืออะไร? เข้าใจวงจรฤดูกาล Alt season ในวงการคริปโต

Posted on by admin_beacon_2024

วงการ Cryptocurrency ไม่ได้มีแค่ Bitcoin ที่อยู่บนบังลังก์เพียงคนเดียว แต่ยังมี Altcoin ที่สามารถทำกำไรได้มากกว่าในช่วง Alt Season ถ้าอยากรู้ว่า Altcoin คืออะไร มีกี่ประเภท แตกต่างจาก Bitcoin อย่างไร และฤดูกาล Alt Season จะมาช่วงไหน คำตอบรอคุณอยู่ที่นี่แล้ว!

 

Altcoin คืออะไร?

“Altcoin” หรือ “Alternative Coin” แปลว่า “เหรียญทางเลือก” คือ เงินดิจิทัลหรือ Cryptocurrency สกุลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Bitcoin โดย Altcoin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรอชิงบัลลังก์ Bitcoin หลังจากเห็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ แต่เงื่อนไขในการใช้ก็จะแตกต่างกันไป ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้น คือ ขณะนี้ทั่วโลกมี Altcoin มากกว่า 11,000 สกุลแล้ว ซึ่งคิดเป็นประมาณ 40% ของตลาดคริปโตทั้งหมด

ตัวอย่าง Altcoin ที่เราอาจคุ้นเคย เช่น Ethereum, Dogecoin, Litecoin, Binance Coin (BNB) เป็นต้น

 

Altcoin มีกี่ประเภท

 

BITCOURIER ได้แบ่งประเภทของ Altcoin เอาไว้ 4 ประเภท ได้แก่

 

1. Proof-of-Work (PoW) Altcoins

ใช้การขุดเหมือนกับ Bitcoin ใครอยากมีส่วนร่วมก็มาขุด ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลมาก และนักขุดทุกคนสามารถร่วมตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นได้

ตัวอย่าง PoW altcoins: Ethereum (ETH), Bitcoin Cash (BCH), ZCash (ZEC), Litecoin (LTC)

 

2. Proof-of-Stake (PoS) Altcoins

ไม่ต้องขุดแต่ใช้เงินอย่างเดียว ซึ่งประหยัดพลังงานกว่า Proof-of-Work พูดง่าย ๆ ก็คือใครรวยมากจะมีโอกาสเข้ามายืนยันการทำธุรกรรม แต่ก็ต้องวางเงินเป็นหลักประกันมากด้วยเช่นกัน ดังนั้น การยืนยันจึงโปร่งใสเพราะมีเงินค้ำประกันอยู่

ตัวอย่าง PoS altcoins: Ethereum 2.0 (ETH2), Cardano (ADA), Tezos (XTZ), Tron (TRX)

 

3. DeFi Altcoins

Altcoin ประเภทนี้เกิดมาเพื่อโค่นล้มตัวกลางอย่างธนาคาร ซึ่งคอนเซ็ปต์คล้ายกับ Bitcoin แต่ DeFi Altcoins จะสามารถเขียนคำสั่งที่ซับซ้อนลงไปได้ นำมาซึ่ง “สัญญาอัจฉริยะ” (Smart Contact) ที่ใช้ในการทำธุรกรรมเพื่อป้องกันการโกง ในขณะที่ Bitcoin ยังไม่สามารถเขียนคำสั่งที่ซับซ้อนได้

ตัวอย่าง DeFi altcoins: Compound (COMP), Uniswap (UNI), PancakeSwap (CAKE), Aave (Lend), Synthetix (SNX)

 

4. Stablecoins

Altcoin ประเภทนี้เกิดมาเพื่อทำให้ราคาเงินดิจิทัลเสถียรมากขึ้น โดยอ้างอิงมูลค่าเหรียญไว้กับอะไรบางอย่าง เช่น เงินดอลลาร์ เงินปอนด์ เงินยูโร หรือเงินดิจิทัลสกุลอื่น ๆ รวมไปถึงทองคำเพื่อลดความผันผวน แต่ก็มีบาง Stablecoins ที่ไม่ได้ถูกอ้างอิงจากสินทรัพย์ใด ๆ แต่ใช้กลไกลดจำนวนเหรียญเมื่อราคาเริ่มด้อยลง หรือเพิ่มจำนวนเหรียญเมื่อราคาเริ่มสูงเกินไป

ตัวอย่าง Stablecoins: Tether (USDt), Circle USD (USDC), PAX Gold (PAXG), Gemini USD (GUSD)

Altcoin vs Bitcoin แตกต่างกันอย่างไร

 

Bitcoin

Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลตัวแรกที่มีมูลค่าสูงสุดในวงการ Cryptocurrency ซึ่งใช้ เทคโนโลยีบล็อกเชน ทำธุรกรรมการเงินต่าง ๆ โดยไม่ต้องผ่านคนกลางอย่างธนาคาร พูดง่าย ๆ คือ อยู่ที่ไหนบนโลกก็สามารถทำธุรกรรมการเงินข้ามประเทศได้ แถมค่าธรรมเนียมยังถูกกว่ามาก ทั้งยังปลอดภัยสูงและน่าเชื่อถือ เรียกได้ว่ายังไม่มีใครเคยแฮ็กและปลอมแปลงข้อมูลได้เลย

 

Altcoin

Altcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลตัวอื่น ๆ ที่เกิดหลัง Bitcoin ดังนั้น เทคโนโลยีเบื้องหลังจึงมีการพัฒนาให้ใหม่กว่า เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย

นอกจากนี้ ยังมีความผันผวนสูงกว่า Bitcoin เมื่อไรที่ราคาของ Bitcoin ลดลง ราคาของ Altcoin บางตัวจะลดลงมากกว่า Bitcoin เกือบสองเท่า

แต่เมื่อไรที่ Altcoin ราคาพุ่ง ก็จะวิ่งแรงแซงหน้า Bitcoin ไปเลย จึงไม่แปลกที่นักลงทุนจะชอบความผันผวนนี้เพราะทำกำไรได้เร็ว

รู้จัก Alt Season คืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร?

Alt season คือ ช่วงเวลาที่ Altcoin ส่วนใหญ่ให้ผลกำไรมากกว่า Bitcoin โดยฤดู Alt season เกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่

  • Altcoin ได้รับความนิยม มีเหรียญใหม่ ๆ ออกมามากขึ้น หรือเหรียญเดิมปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ Bitcoin Dominance เปลี่ยนแปลง ตอนนี้เองที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า Alt Season กำลังมาแล้ว
  • Altcoin เจ้าใหญ่ ๆ มีราคาสูงกว่า Bitcoin เช่น Ethereum (ETH), Ripple (XRP) หรือ Binance Coin (BNB) เป็นต้น ซึ่งมีแนวโน้มที่จะดึงให้ Altcoin ตัวอื่น ๆ ราคาพุ่งสูงไปด้วย
  • Bitcoin Dominance ลดลง เกิดจากนักลงทุนหน้าใหม่เทเงินลงใน Altcoin เพราะคิดว่า Bitcoin เริ่มแพงและหวังว่า Altcoin จะเติบโตได้มากกว่านี้

จะรู้ได้อย่างไรว่า Alt Season กำลังจะมา

หากอยากรู้ว่า Alt Season จะมาเมื่อไร สามารถดูได้จาก Bitcoin Dominance ซึ่งเป็นกราฟแสดงสัดส่วนของคนที่ถือ Bitcoin กับ Altcoin อยู่

ถ้า Bitcoin Dominance อยู่ที่ 60 แสดงว่าสัดส่วนของคนที่ถือ Bitcoin : Altcoin = 60 : 40 ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องดูราคาของ Bitcoin ควบคู่ไปด้วย

  • Bitcoin Dominance ลง ราคา Bitcoin Sideway (ไม่มีแนวโน้มชัดเจน) แสดงว่าเริ่มเข้าสู่ Alt Season เพราะเห็นว่าราคาของ Bitcoin ไม่วิ่งไปไหนสักที คนจึงเริ่มเอาเงินไปลงที่ Altcoin ที่มีแนวโน้มวิ่งได้แรงกว่า
  • Bitcoin Dominance ลง ราคา Bitcoin ขึ้น ทำให้คนหันมาสนใจ Altcoin จนเกิดฤดูกาล Alt Season เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็น Altcoin ทำกำไรได้มากกว่า แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่จะเทขาย Bitcoin เพื่อมาเก็งกำไรใน Altcoin ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้งเหมือนกับปี 2018 หรือไม่ ที่ราคา Bitcoin ตกลงอย่างรวดเร็วถึงขั้นติดลบไปกว่า 80% จากราคา 20,000 ดอลลาร์ เหลือแค่ 3,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้ Altcoin ที่มาแรงในช่วงนั้นตกกระไดพลอยโจนไปด้วย ติดลบกันระนาว 80-90% ที่น่าเสียดาย คือ Altcoin บางเหรียญหายไปและไม่กลับมาอีกเลย

 

Summary

 

สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครรู้ได้ว่า Alt Season จะอยู่นานแค่ไหน? และ Altcoin จะพลิกโฉมวงการคริปโตและผงาดขึ้นมาแทนที่ Bitcoin หรือไม่? แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกำไรอย่างรวดเร็ว Altcoin ถือเป็นทางเลือกที่ดีทีเดียว อย่างไรก็ตาม Altcoin ขึ้นชื่อเรื่องความผันผวนสูง เพราะฉะนั้น ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนลงทุน

อ้างอิง:

API คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์

Posted on by admin_beacon_2024

หลายคนอาจไม่รู้จัก API ว่าคืออะไร ถ้าให้ใกล้ตัวที่สุดคงจะเป็นแอปฯ สั่งอาหารเดลิเวอรีที่มักดึงแผนที่จาก Google Map มาอยู่ในแอปฯ ของตัวเองโดยไม่ต้องสร้างแผนที่ขึ้นมาใหม่

แต่นี่เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการใช้ API เท่านั้น ยังมีอีกหลายรูปแบบที่เราไม่รู้มาก่อนอีกด้วย ซึ่งพูดได้เต็มปากเลยว่า เกือบทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราล้วนใช้ API ทั้งสิ้น แต่ก่อนที่จะไปดู เรามาทำความรู้จัก API เบื้องต้นกันก่อนว่าคืออะไร ทำไมนักการตลาดออนไลน์ถึงควรให้ความสำคัญ ถ้าพร้อมแล้ว! ตามมาเลย

 

API คืออะไร

API (Application Programming Interface) คือ ตัวกลางที่เชื่อมต่อระหว่าง “ผู้ใช้บริการ” กับ “ผู้ให้บริการ” โดยทั้งสองต่างเป็นโปรแกรมด้วยกันทั้งคู่ เมื่อผู้ใช้บริการต้องการข้อมูลบางอย่าง API จะทำหน้าที่ส่งต่อคำขอไปยังผู้ให้บริการและส่งข้อมูลกลับมาที่ผู้ใช้บริการโดยอัตโนมัติ แต่มีข้อแม้ว่าผู้ให้บริการจะต้องยินยอมเปิดข้อมูลนั้นเพื่อให้นำไปใช้ได้

หากอ้างอิงจากตัวอย่างที่กล่าวไปตอนต้น แอปฯ สั่งอาหารเดลิเวอรี = ผู้ใช้บริการ, Google Map = ผู้ให้บริการนั่นเอง

สำหรับคนที่ยังไม่เห็นภาพมากนัก เราลองมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น สมมติผู้ใช้บริการเปรียบเสมือนลูกค้าที่มาทานอาหารในโรงแรม เมื่อลูกค้าอยากทานเมนู A บริกรจะต้องรับคำสั่งและไปบอกให้ครัวจัดเตรียมอาหารและมาส่งให้กับลูกค้า ซึ่งบริกรก็คือ API ส่วนข้อมูลก็คืออาหารในห้องครัวนั่นเอง

 

ชนิดของ API

  • Private API: นิยมใช้กันภายในองค์กร คนนอกไม่สามารถใช้ได้
  • Partner API: ใช้ได้เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
  • Public API: ทุกคนสามารถใช้ได้

 

ทำไม API ถึงสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์

 

1. เพิ่มความคล่องตัวให้กับการทำงานของแบรนด์

API ช่วยเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้กับแอปฯ หรือเว็บไซต์ของแบรนด์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งแบรนด์ไม่ต้องทำเองทั้งหมด แต่ให้ผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ จัดการให้เรา เช่น เราขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ต้องมีการบวกภาษี เราอาจจะใช้ API ที่เป็นระบบคำนวณภาษีอัตโนมัติเข้ามาช่วย ซึ่งไม่ต้องคอยอัปเดตเองตลอดเวลาเมื่ออัตราภาษีมีการเปลี่ยนแปลง

 

2. เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย

หนึ่งเหตุผลที่ทำให้ API สำคัญในการทำการตลาดออนไลน์ คือ API ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้เวลานาน สมมติลูกค้าจะขอ Statement บนแอปฯ ของธนาคารแห่งหนึ่ง API ก็จะทำหน้าที่ส่งคำขอและรับข้อมูลกลับมาส่งให้ลูกค้าทางอีเมลได้ทันที

 

3. สร้างความโดดเด่นให้เหนือกว่าคู่แข่ง

ไม่แปลกใจที่การใช้ API จะช่วยให้แบรนด์ดูโดดเด่น เพราะสิ่งนี้ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ปลายทาง ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ชอบความสะดวกสบาย รวดเร็วทันใจ และแตกต่างจากผู้อื่น

หากลองสังเกตเราจะเห็นว่า ในไทยนิยมดู Netflix กันมากเพราะคอนเทนต์หลากหลาย แถมดูได้หลายอุปกรณ์ทั้ง Smart TV, Apple TV, Laptop, Tablet, Smartphone หรือแม้แต่ PS4-PS5 ซึ่งจริง ๆ แล้ว Netflix ไม่ได้พัฒนาซอฟแวร์เองเพื่อให้เล่นได้ทุกอุปกรณ์ แต่แค่เปิด API ให้นักพัฒนาซอฟแวร์เข้าถึงระบบของเขาได้นั่นเอง ทำให้ปัจจุบันมีอุปกรณ์มากกว่า 800 ชนิดที่สามารถเล่น Netflix ได้

 

4. ช่วยเพิ่มยอดขาย

ไม่ว่าจะทำธุรกิจประเภทไหน คุณสามารถเลือกใช้ API ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ เมื่อผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการใช้ API ยอดขายก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

ตัวอย่างการใช้งาน API ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง

Social Media API

โดยปกติโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มมีการใช้ API ทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง

    • Facebook API เช่น การดึง Facebook Insight หรือ Automate Ad Management ที่สามารถสร้างเทมเพลตโฆษณาได้หลายอันพร้อมกันเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของโฆษณา
    • Instagram API เช่น Discovering @mentions ที่รวบรวมบัญชีที่กล่าวถึงแบรนด์เพื่อเก็บข้อมูลหรือตอบกลับคอมเมนต์
    • Youtube API เช่น การเปลี่ยนชื่อคลิปวิดีโอให้ตรงตามยอดวิวแบบเรียลไทม์ (เล่าเรื่องผี 1,000,000 วิว เมื่อเวลาผ่านไปมียอดถึง 2,000,000 วิว ชื่อคลิปก็จะเปลี่ยนให้อัตโนมัติ)

 

Google Ads API

Google Ads API เป็นตัวช่วยที่ให้ผู้ลงโฆษณาจัดการบัญชีและแคมเปญ Google Ads ขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่ามีประโยชน์ต่อกลุ่มเอเจนซีโฆษณา บริษัทที่ทำ SEM หรือแบรนด์ใหญ่ ๆ ที่ต้องจัดการกับแอคเคานต์จำนวนมาก

โดยหลัก ๆ เราสามารถใช้ Google Ads API ดึงรีพอร์ตแบบกำหนดเองได้ (Custom Reporting), จัดการโฆษณาตามแต่ละพื้นที่ (Ad Management Based on Inventory) หรือวางกลยุทธ์การประมูล (Manage Smart Bidding Strategies) เป็นต้น

 

PayPal API

เมื่อเราซื้อสินค้าที่แอปฯ หนึ่งแล้วเลือกชำระเงินผ่าน PayPal แอปฯ จะส่งคำสั่งซื้อไปที่ PayPal API โดยระบุจำนวนเงินที่ต้องชำระพร้อมกับรายละเอียดที่สำคัญอื่น ๆ จากนั้นจะตรวจสอบสิทธิ์ผู้ใช้และยืนยันการซื้อ หากไม่มีปัญหาอะไร API จะส่งการยืนยันการชำระเงินกลับมาที่แอปฯ เพื่อบอกว่าการชำระเงินเสร็จสิ้นแล้ว

 

Login API

นี่น่าจะเป็น API หนึ่งที่เราคุ้นเคยกัน เคยไหมเวลาจะลงทะเบียนบนแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์มักจะมีปุ่ม “Login with Facebook” หรือ “Sign in with Google” ให้เราเลือกโดยที่ไม่ต้องกรอกอีเมลและรหัสผ่านใหม่ ซึ่งแอปฯ หรือเว็บไซต์จะเรียก API มาตรวจสอบว่าเราล็อกอิน Facebook หรือ Google ไว้แล้วหรือยัง ถ้า Login แล้ว เราก็สามารถลงชื่อเข้าใช้ผ่านปุ่ม “Login with Facebook” หรือ “Sign in with Google” ได้เลย

 

Financial Apps

ทุกธนาคารมีการใช้ API ภายในเพื่อจัดการการเงินของผู้ใช้บริการซึ่งมีการเชื่อม API ไปแต่ละแผนก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลบัญชีออมทรัพย์ ข้อมูลบัตรเครดิต หรืออื่น ๆ นอกจากนี้ บางธนาคารยังมีการเปิด API ของตัวเองให้แอปฯ ของนักพัฒนาภายนอกสามารถเชื่อมกับแอปฯ ธนาคารเพื่อชำระเงินได้อีกด้วย

อย่าง Katalyst ก็ได้เปิด API ของตัวเองเช่นกัน นั่นก็คือ บริการ QR Payment ที่ให้ Partner ส่งข้อมูลมายัง API แล้วแปลงข้อมูลเป็น QR Code ทันทีเพื่อให้ลูกค้าสแกนชำระเงินได้สะดวก

 

Weather Apps

หากเราเคยเช็กสภาพอากาศผ่าน Google หรือ Siri รู้ไว้เลยว่าพวกเขาไม่ได้เป็นผู้รวบรวมสภาพอากาศด้วยตนเอง แต่เป็นการใช้ API ส่งคำขอเพื่อดึงข้อมูลสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยานั่นเอง

 

Summary

 

อ่านบทความนี้แล้ว หลายคนคงได้เห็นตัวอย่างการใช้ API กันหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการดึงแผนที่จาก Google Map มาใส่ไว้ในแอปฯ หรือเว็บไซต์ของตัวเอง การดึง Insight จากโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ หรือการลงชื่อเข้าใช้โดยล็อกอินผ่าน Facebook, Google, เบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น

หากลองสังเกตเราจะเห็นว่า ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการทำการตลาดออนไลน์ นอกจาก API จะเพิ่มความคล่องตัวให้กับการทำงานของแบรนด์และเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่ายแล้ว ยังสามารถสร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์ได้อีกด้วย แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือยอดขายนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การใช้ API ยังมีอีกมากมาย ซึ่งนักการตลาดอย่างเราต้องไปค้นหาและนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับกับธุรกิจ ถึงวันนั้น เราอาจกลายเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จเร็วขึ้นก็เป็นได้

อ้างอิง:

ทางลัดของเหล่า Startup! ร่างโมเดลธุรกิจง่าย ๆ ด้วย Lean Canvas

Posted on by admin_beacon_2024

การร่างโมเดลธุรกิจอาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน แต่ถ้าคุณรู้จัก Lean Canvas คุณสามารถร่างโมเดลธุรกิจให้เสร็จได้ภายในครึ่งวัน และยังเล่าให้คนฟังเข้าใจได้ภายในไม่กี่นาที แถมยังพกพาไปได้ทุกที่ อยากเล่าเมื่อไรก็เล่าได้ เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับ Startup เลยทีเดียว

อยากรู้ว่า Lean Canvas คืออะไร ต่างจาก Business Model Canvas อย่างไร ทำไมถึงเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับ Startup และวิธีทำ Lean Canvas เป็นอย่างไร ไปดูกัน

 

Lean Canvas คืออะไร

 

Lean Canvas คือ เทมเพลต 9 ช่องสำหรับร่างโมเดลธุรกิจที่สามารถเห็นภาพรวมได้ใน 1 แผ่น ถูกใช้มากกว่า 1 ล้านคนโดยกลุ่ม Startup มหาวิทยาลัยและองค์กรขนาดใหญ่ มีตั้งแต่การระบุปัญหา กลุ่มเป้าหมาย จุดเด่นของธุรกิจ วิธีการแก้ปัญหา และอื่น ๆ

 

Lean Canvas ต่างจาก Business Model Canvas อย่างไร

 

  • Lean Canvas: ธุรกิจใหม่ที่ยังไม่ชัดเจนทั้งเรื่องปัญหา ความต้องการของลูกค้า และอื่น ๆ
  • Business Model Canvas: มักใช้กับธุรกิจที่เริ่มมาสักพักและรับรู้ถึงปัญหากับความต้องการของลูกค้าแล้ว แต่ทำเพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการวางกลยุทธ์ จึงไม่เหมาะกับธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น

ความเป็นจริงแล้ว Lean Canvas ดัดแปลงมาจาก Business Model Canvas ของ ‘Alex Osterwalder’ ซึ่งประกอบไปด้วย

 

Business Model Canvas

  • Key Partners
  • Key Activities
  • Key Resources
  • Value Proposition
  • Customer Relationships
  • Channels
  • Customer Segments
  • Cost Structure
  • Revenue Streams

 

Lean Canvas

Lean Canvas มีทุกอย่างที่เป็นส่วนประกอบของ Business Model Canvas แต่มีการปรับเปลี่ยน 4 หัวข้อเพื่อให้ตอบโจทย์ธุรกิจหน้าใหม่มากขึ้น ดังนี้

  • Key Partners → Problems
  • Key Activities → Solutions
  • Key Resources → Metrics
  • Customer Relationships → Unfair Advantage
  • Unique Value Proposition
  • Channels
  • Customer Segments
  • Cost Structure
  • Revenue Streams

ทำไม Lean Canvas ถึงเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับ Startup

 

1. รวดเร็ว

เพราะ Lean Canvas ออกแบบมาให้เราร่างโมเดลธุรกิจเพียง 1 หน้ากระดาษเท่านั้น จากที่เคยใช้เวลาร่างแผนธุรกิจหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน Lean Canvas อาจใช้เวลาแค่ครึ่งวันในการเขียนออกมา

 

2. กระชับ

Lean Canvas บังคับให้เราต้องกลั่นกรองแต่สาระสำคัญ จึงกระชับและมีแต่เนื้อเต็ม ๆ ซึ่งง่ายต่อการแชร์ให้ผู้อื่นฟัง นอกจากนี้ ยังได้เปรียบในการดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนในระยะเวลาอันสั้นหรือที่เราเรียกว่า Elevator Pitch นั่นเอง

 

3. อัปเดตง่าย

หากต้องการปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างใน Lean Canvas ก็สามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องแก้หลายส่วนให้เสียเวลาเพราะทุกอย่างจบในหน้าเดียว ทั้งยังสะดวกในการพกพา อยู่ที่ไหนก็จัดการได้

 

วิธีสร้าง Lean Canvas สำหรับธุรกิจ Startup

Lean Canvas แบ่งออกเป็น 9 ช่อง โดยสิ่งที่เราต้องเขียนในแต่ละช่อง มีดังนี้

 

1. Customer Segments: กลุ่มลูกค้าเป็นใคร

ในส่วนแรกเราต้องระบุว่ากลุ่มลูกค้าของเราเป็นใคร ถ้าจะให้ดีแนะนำว่าอย่าโฟกัสแค่กลุ่มลูกค้าปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่ให้นึกถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น หากเป็นแพลตฟอร์มขายบ้าน ลูกค้าของเราอาจจะไม่ได้มีแค่ผู้เช่าและผู้ซื้ออย่างเดียว แต่อาจจะมีเจ้าของบ้านหรือตัวแทนด้วยก็ได้ เป็นต้น

*หากมีลูกค้ามากกว่า 1 กลุ่ม อาจจะต้องสร้าง Lean Canvas แต่ละกลุ่มขึ้นมาใหม่

 

2. Problem: พวกเขาเจอปัญหาอะไร

แนะนำให้ลิสต์มา 3 อันดับแรกที่เราจะแก้ไข และเพื่อให้ง่ายต่อการลิสต์ปัญหา ลองนึกถึงสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องเผชิญในชีวิตประจำวันว่ามีอะไรบ้าง ทั้งนี้ ตลาดที่แตกต่างกัน ปัญหาจะแตกต่างกันไปด้วย

 

3. Unique Value Proposition: มีจุดเด่นอะไรที่ลูกค้าต้องเลือกเรา

ในส่วนนี้ให้ลิสต์ว่าเรามีอะไรที่แตกต่างและไม่ซ้ำจำเจกับเจ้าอื่นบ้าง โดยพยายามดึงจุดแข็งที่เป็นเหตุผลว่าทำไมลูกค้าถึงต้องเลือกเรา

 

4. Solution: วิธีการแก้ปัญหาเป็นอย่างไร

เมื่อเรามีปัญหาแล้ว แน่นอนว่าต้องมีวิธีแก้ ซึ่งการทำ Lean Canvas ในส่วนนี้เราอาจจะระดมสมองกับทีมเพื่อลิสต์วิธีการที่เป็นไปได้มากที่สุดออกมา

ตัวอย่าง

  • Problem: ไม่สามารถเดินทางไปเซ็นเอกสารได้เนื่องจากอยู่ไกล
  • Solution: สร้าง eSign ให้ผู้ใช้เซ็นเอกสารออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา

 

5. Channels: จะเข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร

 

ในที่นี้ไม่ใช่แค่รูปแบบการส่งสินค้า/บริการให้ถึงมือผู้รับอย่างเดียว แต่รวมถึงช่องทางการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายด้วย ซึ่งปัจจุบันมีหลากหลายช่องทาง เช่น

  • โซเชียลมีเดีย
  • โฆษณาทางทีวี/ วิทยุ
  • สื่อสิ่งพิมพ์ (ใบปลิว, โปสเตอร์, หนังสือพิมพ์ ฯลฯ)
  • ช่องทางส่วนตัว (โทรศัพท์, อีเมล, จดหมาย ฯลฯ)
  • การจัดอีเวนต์
  • การทำคอนเทนต์ (Website, Blog, Infographic, Guest Posts, Video)
  • Search Engine Platform (Google Ads, Google My Business)

 

6. Revenue Streams: รายได้มาจากช่องทางใดบ้าง

ในส่วนนี้จะระบุแหล่งรายได้ว่ามาจากรูปแบบไหนบ้างโดยเริ่มต้นจากการกำหนดราคาก่อน ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมคิดถึงรูปแบบรายได้ประจำของเราว่าจะมาจากอะไร ทางที่ดีควรประมาณรายรับต่อเดือนและระยะเวลาในการคืนทุนด้วยเพื่อประเมินความมั่นคงของธุรกิจ

 

7. Cost Structure: ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายมาจากอะไรบ้าง

ระบุต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายประจำทั้งหมด อย่าลืมว่าในระหว่างที่ธุรกิจกำลังดำเนินการอาจมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเข้ามาซึ่งเราอาจคิดเผื่อไว้เลยก็ได้

 

8. Key Metrics: ตัวชี้วัดที่ใช้วัดความสำเร็จมีอะไรบ้าง

 

ประเภทธุรกิจที่แตกต่างกัน ค่า Metrics ที่ใช้วัดผลย่อมแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น ควรเลือกให้ตรงกับรูปแบบธุรกิจของตัวเอง

ตัวอย่าง

  • Conversion Rate: คนเข้ามาที่เว็บไซต์ 1,000 คน มีคนซื้อสินค้า 200 คน CVR = 20%
  • Bounce Rate: เปอร์เซ็นต์ที่เข้ามายังเว็บไซต์หน้าแรกแล้วกดออกไป
  • Users Acquisition: จำนวนคนดาวน์โหลดแอปฯ หรือผู้ใช้ที่ลงทะเบียน

 

9. Unfair Advantage: สิ่งที่เราได้เปรียบกว่าคู่แข่ง

สำหรับ Lean Canvas ที่ออกแบบมาเพื่อ Startup ใหม่ อาจต้องลิสต์ไอเดียว่าเราจะทำอะไรที่คิดว่าคู่แข่งไม่สามารถทำได้ เช่น เทคโนโลยีเสถียรและแม่นยำกว่า ระบบการขนส่งรวดเร็วกว่า 2 เท่า หรือ UX/UI ดูดี ใช้งานง่าย เป็นต้น

 

ตัวอย่าง Lean Canvas

 

 

1. Google

2. YouTube

3. Amazon

4. Facebook

5. Airbnb

ขอบคุณแหล่งข้อมูลและที่มาของรูปภาพจาก railsware

 

Summary

 

Lean Canvas ถือเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับ Startup ที่จะช่วยให้เราร่างโมเดลธุรกิจได้ใน 1 แผ่น ซึ่งมีข้อดี คือ รวดเร็ว กระชับ และอัปเดตง่าย จึงช่วยให้ผู้ฟังเห็นภาพและความเป็นไปได้ของธุรกิจเพียงแค่ไม่กี่นาที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนคุณก็จะสามารถเล่าแผนธุรกิจของคุณได้ ถึงแม้ Lean Canvas จะกระชับฉับไว แต่ศิลปะการเล่าเรื่องก็ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะช่วยตัดสินว่า “ธุรกิจของคุณน่าสนใจหรือไม่”

ทดลองใช้เทมเพลตออกแบบ Lean Canvas ของคุณได้ที่ infolio.co

อ้างอิง:

Customer Loyalty สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการทำธุรกิจ

Posted on by admin_beacon_2024

หลายแบรนด์โฟกัสการเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ แต่ลืมไปว่าการรักษาลูกค้าเก่าให้อยู่กับเรานาน ๆ หรือที่เรียกกันว่าการสร้าง “Customer Loyalty” คือสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ

โดยผลสำรวจของ Harvard Business School พบว่า การรักษาลูกค้าเก่าเพิ่มขึ้นเพียง 5% สามารถเพิ่มผลกำไรทางธุรกิจได้ถึง 25-95% เลยทีเดียว นอกจากนี้ Gartner Group ยังกล่าวอีกว่า 80% ของกำไรในอนาคตนั้นจะมาจาก 20% ของลูกค้าปัจจุบันอีกด้วย

เห็นแบบนี้แล้ว มาทำความรู้จักกันดีกว่าว่า Customer Loyalty คืออะไร มีกี่ประเภท และสำคัญอย่างไรต่อการทำธุรกิจ พร้อมวิธีสร้าง Customer Loyalty ให้ลูกค้าจงรักภักดีต่อแบรนด์ตลอดไป

Customer Loyalty คืออะไร

Customer Loyalty คือ ความจงรักภักดีที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ โดยแสดงให้เห็นผ่านการซื้อซ้ำและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ซึ่งเกิดขึ้นจากความพึงพอใจต่อสินค้าและบริการที่ลูกค้าได้รับก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นหรือไว้ใจแบรนด์ ตลอดจนแนะนำให้ผู้อื่นมาซื้อหรือใช้บริการด้วย

 

Customer Loyalty มีกี่ประเภท

การแบ่งประเภทของ Customer Loyalty จะทำให้เราทราบว่าควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อต้องทำให้ลูกค้าหันมาจงรักภักดีต่อแบรนด์ ซึ่งทาง SOOCIAL ได้แบ่งประเภทของ Customer Loyalty เอาไว้ ดังนี้

 

1. Hard-Core Brand Loyalty: รักเดียวใจเดียว

กลุ่มนี้จะอินกับแบรนด์มากเป็นพิเศษและมีทัศนคติแง่บวกกับแบรนด์เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม โดยทั่วไปแล้วแบรนด์ที่มี Customer Loyalty ประเภทนี้จะมีลักษณะเฉพาะตัวที่ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเปลี่ยนใจไปซื้อแบรนด์อื่นได้ เช่น นวัตกรรมดี คุณภาพสินค้ายอดเยี่ยม การบริการที่น่าประทับใจ เป็นต้น

ตัวอย่าง ลูกค้าที่หลงใหลแบรนด์ Apple ก็จะใช้แบรนด์นี้ตลอดไป เมื่อมีสินค้าใหม่ออกมาก็มักจะซื้อตาม เรียกได้ว่ามีแทบทุกอย่างที่เป็นของ Apple

ข้อดีของ Hard-Core Brand Loyalty

  • โอกาสน้อยที่จะเปลี่ยนแบรนด์เมื่อเจอปัญหาเล็ก ๆ
  • ให้ Feedback อย่างตรงไปตรงมาและมักเป็นไปในทางที่ดี
  • เป็นกลุ่มที่บอกต่อแบบ “ปากต่อปาก” ได้ดีที่สุด

 

2. Split Loyal Customers: ชอบมากกว่าหนึ่ง แต่มีเพียง 2-3 แบรนด์ที่อยู่ในใจ

กลุ่มนี้มักชอบมากกว่าหนึ่งแบรนด์ แต่จะจำกัดตัวเลือกเอาไว้เพียง 2-3 แบรนด์เท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นจะมีแบรนด์ที่ชอบมากที่สุด

ตัวอย่าง ลูกค้าประทับใจสายการบิน A มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากสายการบิน B และ C เช่นกัน ดังนั้น จึงเลือกเดินทางด้วยสายการบินไหนก็ได้

ข้อดีของ Split Loyal Customers

  • เปลี่ยนเป็น Hard-Core Brand Loyalty ได้ง่าย แต่ต้องสร้างความประทับใจที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น

 

3. Shifting Loyal Customers: ขาประจำแบรนด์ A แต่เปลี่ยนใจไปรัก B

สำหรับกลุ่มนี้จะเป็นทั้ง Hard-Core Brand Loyalty และ Split Loyal Customers ในคนเดียวกัน

ตัวอย่าง ลูกค้าคนหนึ่งเป็นขาประจำของร้านกาแฟ A แต่วันหนึ่งลองเปลี่ยนไปซื้อร้าน B หลังจากนั้น ก็จงรักภักดีกับแบรนด์ B ด้วย ดังนั้น กลุ่มนี้จึงมีโอกาสเปลี่ยนแบรนด์ไปอีกเรื่อย ๆ

 

4. Switching Customers: ไม่ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง

สำหรับกลุ่มนี้มักเปลี่ยนแบรนด์บ่อยเพราะต้องการประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะไหลไปตามรีวิวของเหล่า Influencers ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้กลุ่มนี้หันมาจงรักภักดีต่อแบรนด์ได้ คือ การทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจมากที่สุด ยิ่งโดดเด่นมากเท่าไร การเกิด Customer Loyalty ก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น

 

5. Need-Based Loyal Customers: ไม่มีแบรนด์ในใจ ถ้าแนะนำให้ก็ซื้อ

การที่กลุ่มนี้จะเลือกแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการโดยเฉพาะ หากมีใครแนะนำสินค้าที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันหรือดีกว่า ก็มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะซื้อตามคำแนะนำนั้น อย่างไรแล้ว เราสามารถทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้จงรักภักดีต่อแบรนด์ได้ด้วยการนำเสนอสิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้พวกเขาประทับใจ

ทำไมการสร้าง Customer Loyalty ถึงสำคัญ

 

1. การตัดสินใจซื้อสูงกว่าลูกค้าใหม่

จากหนังสือ Marketing Metrics โดย Paul Farris ได้กล่าวว่า “ลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำมี Conversion Rate สูงถึง 60-70% ในขณะที่ลูกค้าใหม่อยู่ที่ 5-20%”

นอกจากนี้ Adobe ยังได้ศึกษา Conversion Rate ของลูกค้าที่ซื้อซ้ำพบว่า “ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ถึงสองครั้งมีแนวโน้มที่ Conversion Rate จะสูงกว่าลูกค้าที่ซื้อครั้งแรกถึง 9 เท่าเลยทีเดียว”

 

2. มักจ่ายมากกว่าลูกค้าใหม่

เนื่องจากลูกค้าเชื่อมั่นในธุรกิจและผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว แนวโน้มที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้ามากกว่าลูกค้าใหม่จึงสูงกว่า แถมยังมีโอกาสจ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ หากผูกพันกับแบรนด์เป็นเวลานาน

 

3. การซื้อซ้ำเกิดขึ้นบ่อย

เมื่อลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดีต่อแบรนด์แล้ว การซื้อซ้ำย่อมเกิดขึ้นแน่นอน แถมยังซื้อบ่อยอีกด้วย โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้แล้วหมดไป เช่น สบู่ ยาสีฟัน สกินแคร์ และของใช้ในบ้านต่าง ๆ เป็นต้น ยิ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวด้วยแล้ว ลูกค้าจะยิ่งชอปมากกว่าปกติ จึงเป็นแนวทางให้แบรนด์ออกโปรโมชันในช่วงนี้เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อของเพิ่ม

 

4. ค่าใช้จ่ายในการรักษาลูกค้าเก่าถูกกว่าการหาลูกค้าใหม่

การหาลูกค้าใหม่เป็นสิ่งสำคัญ แต่รู้หรือไม่? ค่าใช้จ่ายนั้นแพงกว่าการรักษาลูกค้าเก่าถึง 5 เท่า ซึ่งชี้ให้เห็นแล้วว่าการรักษาลูกค้าเก่านั้นมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามาก หากสามารถทำให้ลูกค้าเป็น Hard-Core Brand Loyalty ได้ การบอกต่อยิ่งเกิดขึ้นง่ายด้วย โดยที่แบรนด์แทบไม่ต้องเสียเวลาและเงินโปรโมตเลย

 

5. ช่วยวางแผนการตลาดล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อมี Customer Loyalty การวางแผนการตลาดและการตัดสินใจเรื่องงบประมาณจะทำได้ง่ายยิ่งขึ้น เนื่องจากรู้แนวทางแล้วว่าควรปฏิบัติกับลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างไร ซึ่งจะช่วยประหยัดทั้งเงิน แรง และเวลาได้

วิธีสร้าง Customer Loyalty ให้ลูกค้าจงรักภักดีตลอดไป

 

1. ทำความรู้จักลูกค้าของคุณ

พื้นฐานสำคัญของการสร้าง Customer Loyalty คือ คุณต้องรู้จักและทำความเข้าใจลูกค้าก่อน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ วันเกิด อีเมล รวมไปถึงนิสัยการซื้อ เมื่อเรารู้ว่าเป็นอย่างไร การปฏิบัติต่อลูกค้าแต่ละคนก็จะถูกต้องและตรงใจพวกเขามากขึ้น สมมติวันนี้เป็นวันเกิดของลูกค้า คุณสามารถส่งข้อความอวยพรไปพร้อมกับของขวัญหรือดีลพิเศษให้กับพวกเขาได้เพื่อให้เห็นว่าเราใส่ใจลูกค้าทุกคนด้วยใจจริง

 

2. ให้ความสำคัญกับจุดแข็งของธุรกิจ

เมื่อทำความรู้จักลูกค้าแล้ว อย่าลืมแนะนำลูกค้าให้รู้จักเราด้วย นั่นก็คือการบอกว่า “เราเป็นใครและทำอะไร” อีกอย่างต้องไม่ลืมบอกจุดแข็งของธุรกิจ “เราดีที่สุดในด้านไหน” หรือ “เราให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุด” อย่างไรก็ตาม ควรเน้นย้ำสิ่งนี้อยู่เสมอเพื่อให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้และทราบว่าเราแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร

 

3. สร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้าบนโซเชียลมีเดีย

โซเชียลมีเดียเป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า ลองนึกภาพว่าถ้าแบรนด์ไม่มีสื่อโชเชียล คุณจะสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้ลูกค้าคิดว่าแบรนด์ไม่มีตัวตนอีกด้วย ดังนั้น ควรใช้โซเชียลมีเดียสื่อสารกับแฟนเพจและอัปเดตข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ อย่าลืม! ใส่ความเป็นมนุษย์ ความเป็นกันเองลงไปด้วยเพื่อให้รู้สึกเข้าถึงง่าย แบบนี้จะช่วยสร้าง Customer Loyalty ได้ง่ายขึ้น

 

4. มอบของขวัญให้ลูกค้าปัจจุบัน

แน่นอนว่าการสร้าง Customer Loyalty จะลืมการมอบของขวัญให้ลูกค้าไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดพิเศษ ของขวัญตามระดับขั้นสมาชิก Care Box ประจำปี หรืออื่น ๆ เป็นต้น การทำแบบนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกดีต่อแบรนด์มากขึ้นและยังมีโอกาสที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของเราต่อไปเรื่อย ๆ อีกด้วย

 

5. ใช้กลยุทธ์ Referral Marketing

Referral Marketing หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ “การตลาดปากต่อปาก” สามารถสร้าง Customer Loyalty ได้เช่นกัน วิธีการ คือ ให้รางวัลกับลูกค้าที่มีส่วนร่วมในการทำธุรกิจ เช่น หากแนะนำเพื่อนหรือคนรู้จักให้มาใช้บริการจะได้รับส่วนลด 100 บาท เป็นต้น ยิ่งบอกต่อได้มากเท่าไร ยิ่งได้รางวัลมากเท่านั้น อย่างไรแล้ว ลูกค้าจะต้องเชื่อมั่นในสินค้าหรือบริการก่อนถึงจะแนะนำผู้อื่นได้ เพราะผู้คนส่วนใหญ่มักสัมผัสได้ถึงความจริงใจของผู้พูด

 

6. ขอ Feedback จากลูกค้า

นี่คือกุญแจสำคัญของการสร้าง Customer Loyalty เพราะถ้าไม่มี Feedback จากลูกค้าก็ไม่มีทางรู้ว่าจะปรับปรุงสินค้าบริการให้ดีขึ้นได้อย่างไรเพื่อให้ลูกค้าอยู่กับเราไปนาน ๆ ทั้งนี้ การขอ Feedback สามารถทำได้โดยสอบถามผ่านทางโทรศัพท์ ตอบแบบสำรวจ หรือรวบรวมจากคอมเมนต์บนโซเชียล เป็นต้น หากทำให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นด้วย

 

Summary

 

การสร้าง Customer Loyalty มีความสำคัญในการทำธุรกิจ เพราะยิ่งลูกค้าจงรักภักดีต่อแบรนด์มากเท่าไร การสร้างกำไรในระยะยาวก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และถึงแม้เราจะรู้ว่าการสร้าง Customer Loyalty มีหลากหลายวิธี แต่สิ่งที่ควรมาก่อนคือ “คุณภาพ” เพราะถ้าไม่มีสิ่งนี้ แบรนด์อาจจะไม่มีลูกค้าที่จงรักภักดีเลย มีเพียงคนที่เข้ามาซื้อแล้วก็จากไป ส่งผลให้แบรนด์ต้องหาลูกค้าใหม่อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดสูงกว่าการรักษาลูกค้าเก่าหลายเท่า เพราะฉะนั้น พยายามทำให้ประสบการณ์การซื้อสินค้าหรือบริการของคุณเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับลูกค้าดีกว่า

อ้างอิง:

Ecosystem Business Model คืออะไร? กลยุทธ์รักษาลูกค้าให้อยู่กับเราตลอดไป

Posted on by admin_beacon_2024

ยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ Ecosystem Business Model ได้เริ่มขึ้นแล้ว ผลการสำรวจโดย Accenture พบว่า 81% ของผู้บริหารเชื่อว่าเส้นแบ่งระหว่างประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรมจะเริ่มไม่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันภายในระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมต่อถึงกันได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ลูกค้ายังต้องการประสบการณ์ที่มีทั้งความหลากหลายและเฉพาะเจาะจงตลอด Customer Journey ด้วย บริษัทต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องค้นหาวิธีการใหม่ ๆ ในการส่งมอบคุณค่าที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าด้วยการบูรณาการและเชื่อมโยงทุกจุดติดต่อให้เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งคือหนทางที่จะช่วยตอบสนองความท้าทายนี้ และสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่า Ecosystem Business Model คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ? พร้อมแนวทางการสร้าง Ecosystem เพื่อรักษาลูกค้าให้อยู่กับเราตลอดไป

Ecosystem Business Model คืออะไร?

Ecosystem Business Model หรือระบบนิเวศทางธุรกิจ คือ กลุ่มบริษัทที่มีความสัมพันธ์ส่งเสริมกันในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับผู้ใช้ปลายทางหรือลูกค้า โดยพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เหล่านี้สามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาผลิตภัณฑ์ให้กันและกันโดยตรง การรวบรวมผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น หรือการหาช่องทางที่ดีกว่าเพื่อบรรลุเป้าหมายหรือตลาดที่ใหญ่ขึ้น โดยการผสมผสานเหล่านี้ล้วนสร้างสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ระบบนิเวศทางธุรกิจ’

ตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้ Ecosystem Business Model จนประสบความสำเร็จ เช่น

  • Apple ที่มีทั้ง iPhone, iPad, Mac, Apple Watch, Apple TV+, อุปกรณ์เสริม และซอฟต์แวร์ ซึ่งทุกอุปกรณ์สามารถเชื่อมต่อกันได้สะดวก ใช้งานง่าย ให้ User Experience ที่ดี
  • Google ที่มีทั้ง Google Meet, Google Maps, Google Calendar, Google Forms, Google Photos และยังมี Google Play Store ซึ่งทุกอย่างสามารถเข้าถึงได้เพียงแค่ Email เดียว แต่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการทำงานได้เกือบทุกด้าน
  • Disney ที่มีทั้ง Disneyland, Pixar, Marvel, Star war, Fox, ABC News, National Geographic และอื่นๆ อีกมากมาย

ความสำคัญของ Ecosystem Business Model

 

1. สร้างโอกาสขยายธุรกิจใหม่

กว่า 40% ของธุรกิจเริ่มสร้าง Ecosystem ด้วยการสร้างธุรกิจนอกอุตสาหกรรมของตนเองเพื่อเฟ้นหาลูกค้าใหม่ โดยอาจมีการดึงผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เข้ามาเป็นพันธมิตรด้วย

ตัวอย่าง ปตท. เปิดให้บริการ Cafe Amazon ให้เป็นอีกธุรกิจหนึ่งในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคและนักเดินทางมากขึ้น

 

2. พลิกโฉมธุรกิจด้วยนวัตกรรมจากความร่วมมือของพันธมิตร

การสร้าง Ecosystem ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรคืออาวุธที่ทรงพลัง ไม่ว่าจะด้วยนวัตกรรมหรือเครือข่าย ที่สามารถเปลี่ยนโฉมธุรกิจได้อย่างสิ้นเชิง ทั้งยังทำให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนด้วย

ตัวอย่าง LINE MAN ผู้ให้บริการส่งอาหารเดลิเวอรีจับมือกับ Wongnai ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรีวิวอาหารที่มีฐานข้อมูลร้านอาหารมากที่สุดในประเทศไทย ส่งผลให้ LINE MAN เติบโตขึ้นถึง 250%

 

3. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและป้องกันการคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของธุรกิจ คือ “คู่แข่ง” แม้แบรนด์จะแข็งแกร่งแค่ไหนก็อาจถูกไล่ตามได้ทัน แต่การสร้าง Ecosystem จะทำให้คู่แข่งแซงได้ยากยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้แบรนด์สามารถอยู่ในสนามการค้าได้นานอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ตัวอย่าง Starbucks แบรนด์ร้านกาแฟระดับโลกจับมือกับ After You ทำให้ผู้บริโภคหาซื้อขนมของ After You ได้สะดวกขึ้น และ Starbucks เองก็มีเมนูที่หลากหลายมากขึ้นด้วย ถือเป็นการเสริมเกราะให้ทั้งสองแบรนด์แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

แนวทางการสร้าง Ecosystem ให้ประสบความสำเร็จ

 

1. คิดแตกต่าง

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การสร้าง Ecosystem ประสบความสำเร็จได้ คือ “ความแตกต่าง” โดยความต่างนี้สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้พวกเขาจงรักภักดีต่อแบรนด์ หากลองสังเกตจะเห็นว่า เมื่อคนใช้ Apple แล้ว น้อยคนนักที่จะเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่น ทั้งนี้ ก็เพราะ Apple สร้างความแตกต่างให้ตัวเองด้วยมือถือไร้ปุ่มตัวเลข และยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่เชื่อมต่อกันได้ง่าย นับว่าเป็น Ecosystem ที่ประสบความสำเร็จสูงมาก

 

2. เลือกพันธมิตรที่เหมาะสม

การเลือกพันธมิตรจะต้องทำให้ภาพรวมของธุรกิจได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด ซึ่งก่อนเลือกพันธมิตรจำเป็นต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้

  • ต้องการพันธมิตรประเภทใด เพราะอะไร
  • ความสามารถด้านไหนของพันธมิตรที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตไปด้วยกัน
  • อะไรเป็นแรงจูงใจให้พันธมิตรอยากมาเข้าร่วม

 

3. สร้างระบบที่ดีกับพันธมิตร

 

เมื่อตกลงเป็นพันธมิตรกันแล้วควรสร้างระบบที่สามารถใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการปรับวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกัน เพื่อลดความขัดแย้งและทำให้การทำธุรกิจเป็นไปตามเป้าหมายอย่างราบรื่น ส่วนไหนสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ยิ่งดี เช่น

  • เครื่องมือที่ใช้ในการประสานงานหรือติดต่อสื่อสาร
  • แพลตฟอร์มช่วยจัดระบบการทำงาน
  • ระบบการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า

 

4. กำหนดเป้าหมายชัดเจน

 

การมีเป้าหมายจะช่วยให้ทราบวิธีการที่เป็นขั้นตอน ทั้งยังช่วยให้มองเห็นทิศทางของการไปต่อพร้อมวิธีรับมือกับคู่แข่ง ทางที่ดีควรกำหนดเป้าหมายร่วมกันกับพันธมิตรเพื่อให้การทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

 

5. โปรโมตให้โลกรู้

 

Ecosystem ที่มีประสิทธิภาพควรประกาศให้โลกรับรู้ว่าผู้บริโภคจะได้อะไรบ้างจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งการเปิดตัวช่วงแรกอาจมีการเปิดให้ทดลองใช้ฟรีหรือจัดโปรโมชันลดแลกแจกแถมเพื่อให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ อะไรที่ฟรีมากเกินไปอาจทำให้ขาดทุนได้ แต่ถ้าน้อยไปก็อาจทำให้การมีส่วนร่วมลดลงเช่นกัน

 

Summary

 

แม้ว่า Ecosystem จะเป็นการส่งเสริมกันระหว่างพันธมิตรเพื่อสร้างจำนวนเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค เพื่อให้การทำธุรกิจยั่งยืนและป้องกันการคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่

ทั้งนี้ การสร้าง Ecosystem ให้ประสบความสำเร็จอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเลือกพันธมิตรที่เหมาะสม การสร้างระบบที่ดี และการมีเป้าหมายที่ชัดเจน หากมีทั้งหมดนี้แล้วแต่ไร้ซึ่งการโปรโมต ก็เหมือนกับเข้าใกล้เส้นชัยแต่ไปไม่ถึง

อ้างอิง:

จับตามองเทรนด์ NFT (Non-Fungible Token) คืออะไร? ใครควรลงทุน?

Posted on by admin_beacon_2024

NFT (Non-Fungible Token) กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างมากในปี 2020 และยิ่งได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นอีกในปี 2021 จากปรากฏการณ์การซื้อขาย NFT ที่มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านเหรียญสหรัฐ

จากข้อมูลของ Cloudward พบว่าในปี 2020 ยอดขาย NFT ทั้งหมดอยู่ที่ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาสแรกของปี 2021 กลับมียอดขายพุ่งสูงขึ้นเป็นมูลค่ารวมกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และในปัจจุบันตลาด NFT ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนสามารถดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม Raghavendra Rau ศาสตราจารย์ด้านการเงินที่ Cambridge Judge Business School ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ NFT ผ่านทาง BBC Indonesia ว่า “ความสนใจใน NFT ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้อาจเป็นผลมาจากการที่ผู้คนไม่มี “ความสนุกเพียงพอ” ที่จะใช้จ่ายเงินในช่วงการระบาดครั้งใหญ่”

นอกจากนี้ เขายังคิดว่าเทรนด์นี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป “เราเคยเห็นกระแสแบบนี้มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น การเกิดภาวะฟองสบู่และราคาที่ไม่ได้สัมพันธ์กับปัจจัยพื้นฐาน คุณอาจทำเงินได้มาก แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ ในเมื่อคุณก็อาจสูญเสียเงินมหาศาลได้เช่นกัน”

ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจและเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นอีกมากมายที่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแส NFT บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ NFT (Non-Fungible Token) สินทรัพย์ดิจิทัลคลื่นลูกใหม่ที่กำลังปฏิวัติวงการศิลปะทั่วโลก เรามาดูกันว่าสินทรัพย์ดิจิทัลตัวนี้จะมีแนวโน้มเติบโตน่าลงทุนแค่ไหน? หรือจะเป็นเพียงแค่กระแสเท่านั้น?

NFT คืออะไร

NFT (Non-Fungible token) หรือ เหรียญที่ไม่สามารถทดแทนได้ คือ สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่ซ้ำใคร จับต้องไม่ได้แต่สามารถซื้อขายได้เหมือนทรัพย์สินอื่นๆ ผ่านเทคโนโลยี Blockchain ที่สามารถจัดเก็บคุณสมบัติและข้อมูลที่เป็นอัตลักษณ์ของเหรียญดิจิทัลประเภทนี้ได้

NFT จึงเปรียบเสมือนหลักฐานยืนยันความเป็นต้นฉบับและความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น โดยสามารถตรวจสอบกรรมสิทธิ์และความถูกต้องของข้อมูลผ่านระบบ Blockchain ที่จะบันทึกธุรกรรมที่เกิดขึ้นไว้ทุกครั้ง โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูล คัดลอก หรือทำซ้ำได้

เนื่องจาก NFT เป็นเหรียญดิจิทัลที่มีมูลค่าเฉพาะตัวหนึ่งเดียวในโลก จึงไม่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้เหมือนสกุลเงินทั่วไป (Fiat Currency) หรือสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) เช่น Bitcoin, Dogecoin, Ethereum อย่างไรก็ตาม เราสามารถซื้อ NFT ได้ด้วยสกุลเงินดิจิทัลผ่านระบบ Blockchain ซึ่งในปัจจุบัน Ethereum Blockchain ถือเป็นแพลตฟอร์ม NFT ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด

 

ตัวอย่างการใช้ประโยชน์จาก NFT ในแวดวงศิลปะ

ศิลปินสามารถสร้าง NFT หรือคริปโตอาร์ต (Cryptoart) โดยใช้แพลตฟอร์ม เช่น OpenSea หรือ Mintable เพื่อสร้างและอัปโหลดไฟล์ดิจิทัล รวมทั้งทำสัญญาที่เกี่ยวข้องซึ่งจะมีระบุไว้ในแพลตฟอร์มเหล่านี้ และสามารถเข้าถึงได้โดยผู้ซื้อที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นต้องมีบัญชีและกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับ Ethereum เพื่อใช้ในการจัดเก็บและซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

NFT สามารถอยู่ในรูปแบบดิจิทัลได้ทุกประเภท เช่น GIF, JPEG, MP3 จึงเป็นไปได้ตั้งแต่ผลงานศิลปะ คอลัมน์ที่ตีพิมพ์ คลิปไฮไลท์กีฬา ภาพถ่ายคนดัง หรือแม้แต่มีมที่เป็นไวรัล ตัวอย่างผลงานที่โด่งดังและมีมูลค่าสูงติดอันดับโลก อาทิ

  • Christie’s Auction House เปิดประมูลขายผลงานศิลปะภาพคอลลาจ Everydays: The First 5,000 Days ของศิลปิน Beeple จบลงที่ราคาสูงถึง 69.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • Jack Dosey ซีอีโอของ Twitter เปิดประมูลทวีตแรกของเขาที่มีข้อความสั้นๆ ว่า just setting up my twttr ในรูปแบบ NFT จบลงที่ราคา 1,630 ether หรือประมาณ 2.9 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • “Disaster Girl” ภาพเด็กผู้หญิงที่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ซ้อมดับไฟไหม้ ซึ่งกลายเป็นมีมสุดโด่งดังบนโลกออนไลน์ ถูกนำมาขายในรูปแบบ NFT ได้ราคาถึง 500,000 ดอลลาร์

ทำไม NFT ถึงได้รับความนิยม

ปัจจุบัน เริ่มมีผู้คนในวงการอื่นๆ หันมามองหาวิธีใช้ประโยชน์จาก NFT ในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น เนื่องจากศิลปะดิจิทัลบางชิ้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำเงินมหาศาลให้กับศิลปินได้อย่างน่าเหลือเชื่อ อีกทั้งยังมีศิลปินหลายคนที่สามารถแจ้งเกิดและลืมตาอ้าปากได้จากการขาย NFT แค่ภาพเดียว

จะเห็นได้ว่าจุดแข็งที่ชัดเจนของ NFT คือ ศักยภาพและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในการแปลงสินทรัพย์ทางกายภาพให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการซื้อขายโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ทำให้ศิลปินและนักสร้างสรรค์ทุกรูปแบบสามารถขายผลงานของตนเองได้ในวงกว้าง ในขณะเดียวกัน นักสะสมก็สามารถเข้าถึงผลงานศิลปะทั่วโลก โดยที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรง

นอกจากนี้ NFT ยังได้นำไปสู่การสร้างแพลตฟอร์มตลาดกลาง เช่น OpenSea, Rarible, Mintable ที่ทำให้ศิลปินได้ใช้ประโยชน์จากการสร้างผลงานและประมูลขายงานศิลปะดิจิทัล ซึ่งอาจเป็นโอกาสทองในการทำเงินก้อนใหญ่ เหมือนที่เราได้เห็นตามข่าวอยู่เรื่อยๆ ว่ามีนักสะสมและนักลงทุนบางรายยอมทุ่มเงินประมูลหลายล้านเหรียญสหรัฐเพื่อแลกกับการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใน NFT ที่จับต้องไม่ได้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสามารถนำ NFT ที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรมาประมูลขายต่อได้และโอนกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของต่อให้กับอีกคนหนึ่งได้ ในขณะที่ศิลปินก็ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพที่เกี่ยวข้องกับเหรียญ NFT นั้นอยู่ จึงมีสิทธิ์ได้รับค่าลิขสิทธิ์ในทุกครั้งที่มีการขายเหรียญนั้นต่อให้กับคนอื่นด้วย

ด้วยจุดเด่นและข้อดีที่แต่ละฝ่ายมีโอกาสได้รับ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตลาด NFT จะเริ่มเป็นที่นิยมและได้รับความสนใจจากทั้งกลุ่มศิลปิน นักสะสม นักลงทุน และคนดังในวงการต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

ใครควรลงทุนและสิ่งที่ควรรู้ก่อนลงทุน NFT

กลุ่มคนที่เข้ามาลงทุนในตลาด NFT แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ นักสะสมและนักลงทุน

สำหรับนักสะสม แรงจูงในการซื้อ NFT ส่วนใหญ่มักมาจากความชอบและความพึงพอใจส่วนตัวที่มีต่อศิลปินหรือผลงานนั้นๆ จนอยากได้ชื่อว่าเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเพียงคนเดียวในโลก รวมทั้งบางคนมีความต้องการสนับสนุนศิลปินและวงการศิลปะให้เติบโตและยังคงอยู่ท่ามกลางยุคสมัยของเทคโนโลยี

สำหรับนักลงทุนทั่วไป NFT ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงและมีการเก็งกำไรค่อนข้างสูง เพราะไม่ได้อิงมูลค่าตามประโยชน์ใช้สอย แต่อิงตามการให้คุณค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นๆ มูลค่าของ NFT จึงอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของตลาด เงื่อนไข หรือความชอบส่วนบุคคล

ดังนั้น หากคุณกำลังพิจารณาซื้อ NFT ในฐานะนักลงทุน ไม่ใช่นักสะสม ควรเริ่มต้นศึกษาหาข้อมูลให้รอบคอบไม่ต่างกับการลงทุนประเภทอื่นๆ เช่น

  • พิจารณาชื่อเสียงของผู้สร้าง NFT ว่ามีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการขายต่อในอนาคตได้หรือไม่ เนื่องจากชื่อเสียงของผู้สร้าง ความหายากของผลงาน หรือประวัติความเป็นมาที่ยาวนานล้วนส่งผลต่อราคาประมูลและความต้องการของตลาดแทบทั้งสิ้น
  • ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้ดีว่ามีขอบเขตแค่ไหน เพราะ NFT บางเหรียญอนุญาตให้นำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ แต่บางเหรียญอาจให้แค่สิทธิ์ในการครอบครอง ไม่ครอบคลุมการใช้ประโยชน์ทางการค้า
  • แพลตฟอร์ม NFT ส่วนใหญ่ใช้สกุลเงินดิจิทัลเพื่อแลกเปลี่ยน NFT จึงมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของมูลค่าสกุลเงินดิจิทัลที่คุณต้องยอมรับให้ได้ นอกเหนือจากความเสี่ยงที่ NFT นั้นจะสูญเสียมูลค่าทั้งหมดเมื่อเกิดภาวะฟองสบู่แตก

 

Summary

Non-Fungible Token (NFT) ถือเป็นการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสินทรัพย์ในโลกทางกายภาพและโลกดิจิทัลเริ่มมีความไม่ชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นผู้นำการปฏิวัติด้วยการนำเอาโลกศิลปะกับโลกธุรกิจมาเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้ขอบเขตผ่านการใช้ระบบ Blockchain ที่สามารถตัดคนกลางและเพิ่มโอกาสในการซื้อขายสินค้าที่หายากหรือมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ทำให้ศิลปินมีโอกาสได้รับผลตอบแทนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น นักสะสมสามารถเข้าถึงและครอบครอง NFT ที่ตนเองชื่นชอบได้จากทั่วโลก ส่วนนักลงทุนก็สามารถเลือกซื้อ NFT ที่มีศักยภาพเพื่อเก็งกำไรจากการขายต่อในอนาคตได้

แม้ว่าโอกาสและแนวโน้มการพัฒนาของ NFT ในอนาคตจะดูน่าตื่นเต้น แต่นักลงทุนควรตระหนักไว้เสมอว่าการลงทุนใน NFT มีความเสี่ยงและควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ หากยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ความผันผวนของมูลค่า NFT ว่าเป็นเพียงกระแสชั่วคราวหรือเป็นภาวะฟองสบู่ที่ใกล้จะแตกหรือไม่ ให้รออีกสักพักจนกว่าจะเห็นว่าตลาดนั้นเริ่มเติบโตอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ

เพราะปัจจุบันยังไม่มีใครยืนยันได้ว่า NFT จะสามารถพัฒนาไปสู่ตลาดที่มีมูลค่ามากกว่าล้านล้านเหรียญเช่นเดียวกับสกุลเงินดิจิทัลแบบดั้งเดิมได้หรือไม่ คงมีแค่เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่อย่างน้อยที่สุดการเติบโตและพัฒนาแบบก้าวกระโดดของ NFT ก็ถือเป็นเทรนด์สำคัญของยุคที่ควรค่าแก่การจับตามองอย่างใกล้ชิด

อ้างอิง:

เพิ่มโอกาส Startup ประสบความสำเร็จด้วย Mindfulness ทักษะที่ผู้นำควรมี

Posted on by admin_beacon_2024

ผู้ก่อตั้ง Startup ในช่วงเริ่มต้นมักต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ทั้งเรื่องทรัพยากรที่มีจำกัด ความยากลำบากในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับของตลาด ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการระดมทุนรอบถัดไป รวมทั้งคำถามที่วนเวียนในหัวว่าจะสามารถผลักดันธุรกิจให้ประสบความสำเร็จก่อนที่เงินจะหมดได้หรือไม่?

ด้วยเหตุนี้ Mindfulness หรือ “สติ” จึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการเริ่มต้นธุรกิจ Startup เพราะผู้นำที่มีสติจะสามารถยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง จัดการกับความวิตกกังวลและความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มองเห็นโอกาสและทิศทางในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้

บทความนี้จะพาไปค้นหาคำตอบว่าทำไม Mindfulness จึงเป็นทักษะสำคัญของผู้นำ? พร้อมแนะแนวทางสู่การเป็นผู้นำที่มีสติก่อนสตาร์ทอัพ!

ทำไม Mindfulness จึงเป็นทักษะสำคัญของผู้นำสตาร์ทอัพ?

Dr. Elise Bialylew ผู้ประกอบการทางสังคมซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแคมเปญ Mindful การฝึกสติออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีอันดับ 1 เรื่อง The Happiness Plan ได้กล่าวถึงความสำคัญของ Mindfulness ที่จะส่งผลต่อเจ้าของธุรกิจสตาร์ทอัพไว้ 3 ข้อ ได้แก่

 

1. จุดประกายความคิดสร้างสรรค์

การทำสมาธิช่วยให้จิตใจได้ผ่อนคลายจากความวุ่นวายและการใช้เทคโนโลยีที่มากเกินไป พร้อมเปิดรับความคิดใหม่ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการพยายามกดดันตัวเอง แต่เป็นผลจากคลื่นของความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ที่ส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งการค้นพบวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

2. ป้องกันความเครียด

ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพมักทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อก่อร่างสร้างธุรกิจในช่วงแรกอย่างสุดกำลัง ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดความเหนื่อยล้าและหมดพลังจนอยากยอมแพ้ได้ง่าย เพราะจิตใจและร่างกายของคนเราไม่ได้ออกแบบมาให้จัดการกับความเครียดเป็นระยะเวลานาน การทำสมาธิจึงเป็นวิธีช่วยปกป้องผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพจากความเครียดเรื้อรังได้ เพราะช่วยลดระดับคอร์ติซอล ลดความวิตกกังวล ปรับสภาพจิตใจและร่างกายให้กลับสู่ภาวะที่สมดุลเมื่อมีการฝึกสติอย่างต่อเนื่อง

 

3. เป็นผู้นำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การสื่อสารที่ชัดเจนและการตัดสินใจที่ดีภายใต้ความกดดันเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพต้องมี แต่เมื่อคนเราตกอยู่ภายใต้ความเครียด ทักษะการสื่อสารและการตัดสินใจจะลดประสิทธิภาพลงอย่างมาก ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย แต่การฝึกสติอยู่เสมอจะช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองในระดับสูง เช่น ช่วยให้สงบสติอารมณ์ได้ในขณะที่กำลังโกรธ เพิ่มความสามารถในการสื่อสารและแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางสู่การเป็นผู้นำสตาร์ทอัพที่มี Mindfulness

เมื่อความเครียดและปัญหาต่างๆ เป็นสิ่งที่ผู้นำสตาร์ทอัพต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถรับมือได้ด้วย Mindfulness หรือการมีสตินั่นเอง

ต่อไปนี้คือแนวทางเบื้องต้นที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะ Mindfulness เพื่อให้ผู้นำทุกคนสามารถจัดการกับความเครียดและขับเคลื่อนธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ฝึกสมาธิ

หากคุณต้องการเป็นผู้นำที่มี Mindfulness การฝึกสมาธิเป็นวิธีที่ทรงพลังในการสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจไม่ให้ถูกครอบงำจากสิ่งเร้ารอบตัวมากเกินไป เพียงแค่ให้เวลาตัวเองวันละ 10-15 นาทีเพื่อนั่งสมาธิ ผู้นำที่สามารถนั่งสมาธิได้ทุกวันจะใจเย็นขึ้น และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดในชีวิตประจำวันน้อยลง

 

ทบทวนจุดมุ่งหมายที่แท้จริง

ผู้นำที่มี Mindfulness จะมีมุมมองที่มุ่งเน้นไปยังจุดมุ่งหมายหลักของธุรกิจ ซึ่งสามารถค้นหาได้ด้วยการใช้เวลาทบทวนเหตุผลทั้งหมดของการเริ่มต้นก่อตั้งสตาร์ทอัพ เมื่อคุณรู้จุดมุ่งหมายที่แท้จริงจะสามารถจดจ่อกับการทำภารกิจที่สำคัญให้สำเร็จไปทีละขั้นตอน ไม่วอกแวกไปกับสิ่งรบกวนอื่นๆ จึงมีพลังสติมากพอที่จะจัดการกับอุปสรรคและปัญหาที่เข้ามาได้อย่างไม่เคร่งเครียด

 

ขอบคุณให้เป็น

การขอบคุณเป็นอีกวิธีที่จะช่วยพัฒนาสติและสุขภาพจิตของผู้นำให้แข็งแรง วิธีฝึกหัดในชีวิตประจำวันแบบง่ายๆ คือ การจดบันทึกเหตุการณ์หรือสิ่งที่คุณรู้สึกอยากขอบคุณในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกดีกับชีวิต มองโลกในแง่ดีมากขึ้น และมีทัศนคติเชิงบวกจนเกิดความตระหนักว่าปัญหาในการทำธุรกิจหลายๆ อย่างไม่ได้เลวร้ายจนแก้ไขไม่ได้อย่างที่คิด

 

หาเวลาพักสมองช่วงสั้นๆ

ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพหลายคนลืมที่จะหยุดพักสมองเมื่อตกอยู่ภายใต้ความเครียด หากคุณต้องการเป็นผู้นำที่มี Mindfulness ลองใช้เวลาไม่กี่นาทีต่อวันเพื่อตั้งสติด้วยการนั่งเงียบๆ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องตั้งใจทำสมาธิอย่างเต็มที่ก็ได้ แค่หายใจและปลดปล่อยความเครียดที่ทำให้คุณรู้สึกแย่ เพียงเท่านี้ก็ช่วยดึงสติให้กลับคืนมาได้แล้ว

 

สร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

ความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานมีความสำคัญมากสำหรับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ เพราะสามารถช่วยตั้งสติและเตือนสติให้คุณตระหนักถึงความสำเร็จที่แท้จริงของชีวิต

ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหน ต้องไม่ลืมดูแลตัวเอง แบ่งเวลาให้กับความสนใจและงานอดิเรกอื่นๆ บ้าง รวมทั้งการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและเพื่อนฝูงที่ช่วยสนับสนุนให้คุณมาไกลได้ขนาดนี้ เพราะความสำเร็จของคุณไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานหนักเท่านั้น แต่ยังมีเบื้องหลังที่ประกอบด้วยผู้คน ประสบการณ์ และช่วงเวลาแห่งความสุขเหล่านี้เช่นกัน

 

Summary

Mindfulness หรือสติไม่ใช่พลังวิเศษที่ช่วยให้ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพหลีกเลี่ยงการเผชิญกับปัญหา ความผิดหวัง และความล้มเหลว แต่สามารถช่วยให้ฟื้นตัวจากความล้มเหลวและเอาชนะความยากลำบากได้ในที่สุด เพราะการมีสติจะช่วยให้ผู้นำค้นพบมุมมองใหม่จากความคิดสร้างสรรค์ สามารถจัดการกับความเครียด และเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้นำที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการสร้าง Mindfulness สำหรับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการฝึกฝนโดยตรงด้วยการนั่งสมาธิ หรือจะเป็นการฝึกทางอ้อม เช่น การนั่งคิดทบทวนถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงในการทำธุรกิจของคุณเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายโดยไม่วอกแวกกับสิ่งรบกวนรอบข้าง การฝึกขอบคุณเรื่องราวดีๆ ในชีวิตเพื่อสร้างทัศนคติเชิงบวก การหาเวลาพักสมองช่วงสั้นๆ เพื่อตั้งสติและจัดการความเครียดในระหว่างวัน หรือแม้แต่การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานให้เหมาะสม

สุดท้ายนี้ สติไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยความพยายามและวินัยในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ถ้าพร้อมจะเป็นผู้นำที่มี Mindfulness แล้ว มาตั้งสติก่อนสตาร์ทอัพกันเถอะ!

อ้างอิง:

Affiliate Marketing คืออะไร พร้อมวิธีประยุกต์ใช้กับธุรกิจ Startup

Posted on by admin_beacon_2024

Affiliate Marketing กลยุทธ์ทางการตลาดที่ลงทุนไม่มาก แต่ได้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ โดยอาศัยตัวแทน นายหน้า เพื่อโฆษณาสินค้าและบริการ ทั้งนี้การทำ Affiliate Marketing เป็นกลยุทธ์ที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งแบรนด์และนายหน้า แต่จะมีประโยชน์อย่างไร และทำยังไงทาง Katalyst ได้นำข้อมูลดีๆมาฝากในบทความนี้แล้ว

 

Affiliate Marketing คืออะไร

Affiliate Marketing คือ รูปแบบการทำการตลาดให้กับบุคคลหรือบริษัทอื่นด้วยการโปรโมตสินค้าและบริการผ่านช่องทางของเรา เช่น สื่อออนไลน์อย่าง Social Media หรือการสร้างเว็บไซต์และแอพลิเคชั่น โดยมีวัตถุประสงค์ให้กลุ่มลูกค้าเลือกซื้อสินค้าหรือสมัครสมาชิกจากแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้น ซึ่งเราจะได้รับค่าตอบแทนจากแบรนด์ที่เราทำการตลาดให้

 

องค์ประกอบของ Affiliate Marketing

สำหรับองค์ประกอบหรือผู้มีส่วนเกี่ยวของใน Affiliate Marketing แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักดังนี้

  • 1. Seller and product creator คือ เจ้าของผลิตภัณฑ์/บริษัท ที่ว่าจ้างให้บุคคลหรือบริษัททำการโปรโมตสินค้าและบริการผ่านช่องทางต่างๆ
  • 2. The affiliate or publisher คือ บุคคลหรือบริษัท ที่ทำการโปรโมตสินค้าและบริการให้กับผู้ว่าจ้าง ผ่านช่องทางของตนเอง โดยจะได้รับค่าตอบแทนจาก Seller ทั้งในรูปแบบของค่าจ้างหรือค่าคอมมิชั่นจากการขายสินค้า
  • 3. Customer คือ กลุ่มผู้บริโภคที่ติดตาม publisher ในช่องทางต่างๆ โดยซื้อสินค้าและบริการผ่านการโปรโมตของ publisher

รูปแบบรายได้ของ Affiliate Marketing

สำหรับรูปแบบรายได้จากการทำ Affiliate Marketing มีด้วยกันหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละบริษัท โดยรูปแบบรายได้มีดังนี้

  • 1. Pay per Sale (PPS) การจ่ายเงินหลังจากมีการซื้อสินค้าและบริการ โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามราคาของผลิตภัณฑ์ที่แบ่งมายัง Publisher
  • 2. Pay per Lead (PPL) รายได้จะเกิดขึ้นจากการเก็บ Lead ผ่านการสร้างลิงก์ให้ผู้บริโภคเข้าไปยังเว็บไซต์และลงทะเบียนสมัครสมาชิกกับทางแบรนด์
  • 3. Pay per Click (PPC) การจ่ายเงินจะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้คลิกโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มนั้น ซึ่ง PPC จะไม่กำหนดว่าผู้คลิกต้องซื้อสินค้าหรือไม่ แค่เพียงคลิกโฆษณา Publisher ก็สามารถได้รายได้แล้ว

 

วิธีการทำ Affiliate Marketing กรณีศึกษา Tiktok

หนึ่งในวิธีการเริ่มต้นทำ Affiliate Marketing ที่ง่ายที่สุด คือการใช้แพลตฟอร์มโซเซียลมีเดียอย่าง Tiktok ซึ่งขั้นตอนการสร้างรายได้จากการตลาดประเภทนี้ไม่ยาก เพียงแค่เปลี่ยนตัวเองจากคนทั่วไปให้กลายเป็น Influencer ด้วยการเล่น Tiktok สำหรับขั้นตอนการทำ Affilitate Marketing ผ่าน Tiktok มีดังนี้

  • 1. วางแผนก่อนสร้างคอนเทนต์ เพื่อกำหนดแนวทางตัวเองว่าอยากเป็น Influencer ด้านไหน เช่น ด้านท่องเที่ยว, อาหาร หรือกีฬา เพราะความชัดเจนในการกำหนดแนวทาง จะช่วยให้แบรนด์มองเห็นช่องทางในการทำ Affiliate Marketing กับเรา
  • 2. มองหาช่องทางสร้าง Traffic สำหรับในช่วงแรกยอดการเข้าถึง (Reach) อาจจะยังน้อยอยู่ ดังนั้นหากต้องการทำ Affiliate Marketing การสร้าง Traffic จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้แบรนด์เห็นความคุ้มค่าในการลงทุนกับเรา โดยแนวทางการสร้าง Traffic มีหลายวิธี เช่น การ แปะ URL Tiktok ในช่องทางโซเซียลมีเดียอื่น ศึกษาเวลาโพสต์ที่เหมาะสม ใช้แฮชแท็ก (Hashtag) หรือร่วมงานกับคนอื่นที่มีชื่อเสียง เป็นต้น

ด้วยสองขั้นตอนนี้ที่สร้างบุคลิกที่ชัดเจน (Character) และการสร้างฐานแฟนคลับจะทำให้มีโอกาสได้รับการติดต่อจากแบรนด์ ซึ่งหากได้รับการติดต่อแล้วขั้นตอนการทำ Affiliate Marketing ก็ไม่ยากเพียงแค่แปะลิงก์ URL ที่หน้าโปรไฟล์ หรือแปะโค้ดส่วนลดในคลิปวีดิโอ เพียงเท่านี้ก็มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มแล้ว

Startup กับการทำ Affiliate Marketing

Affiliate Marketing เปรียบเสมือนช่องทางการหารายได้เสริมสำหรับ Startup ที่มีแพลตฟอร์มในมือทั้งในรูปแบบของเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน เพียงแค่ปรับใช้สินทรัพย์ที่มีให้สร้างรายได้เพิ่มเติมผ่านการลงโฆษณาผ่านในแพลตฟอร์มตัวเอง

 

ข้อดีของการทำ Affiliate Marketing สำหรับ Startup

1. สร้างรายได้โดยไม่ต้องลงทุน

การทำ Affiliate Marketing คือการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว เพียงแค่เพิ่มการโฆษณาสินค้าและปรับ User Interface (UI) ให้ดึงดูดคลิกจากลูกค้า ซึ่งเจ้าของแพลตฟอร์มแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงแต่ประยุกต์ใช้สิ่งเดิมที่มีอยู่เพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น

2. ได้ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าในเชิงลึก

ไม่เพียงแต่ในด้านรายได้เท่านั้น แต่สิ่งที่เหล่าคนทำ Startup จะได้รับคือ ข้อมูล (Data) ในระดับ Micro Behavior ผ่านการสังเกตพฤติกรรมของลูกค้าบนแพลตฟอร์ม ความสนใจต่อสินค้าและปัจจัยในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งสามารถนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาวิเคราะห์และปรับใช้ในการพัฒนาสินค้าของตัวเองให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

Affiliate Marketing กับ Startup กรณีศึกษา Shopback

Shopback เป็น Startup สัญชาติสิงคโปร์ที่นำกลยุทธ์ Affiliate Marketing มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจจนสามารถขยายจากสิงคโปร์สู่ มาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์และไทย ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายออนไลน์ เปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่บนหน้าจอโทรศัพท์

โดย Shopback นำกลยุทธ์ Affiliate Marketing มาปรับใช้ผ่านการสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อเข้ากับ e-commerce ทั้ง Lazada, Sephora หรือแม้กระทั่ง Grab ซึ่งเมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการผ่าน Shopback ทาง Shopback จะได้ค่าคอมมิชชั่นการขายจากผู้ให้บริการเหล่านี้

สิ่งที่ทำให้ Shopback ประสบความสำเร็จผ่านการใช้ Affiliate Marketing คือ กระบวนการทำธุรกิจที่แตกต่าง โดย Shopback เลือกแบ่งค่าคอมมินชั่นส่วนนึงคืนกำไรสู่ลูกค้า สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคในการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์ม ซึ่งล่าสุดทาง Shopback ได้คืนกำไรสู่ผู้บริโภคมากกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว

 

Summary

Affiliate Marketing เป็นหนึ่งในแนวทางการทำการตลาดและกระบวนการสร้างรายได้ การตลาดแบบพันธมิตร ที่สามารถสร้างกำไรผ่านการเพิ่มช่องทางการขาย หรือในกรณีของการเป็น publisher ก็สามารถสร้างรายได้ โดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย Affiliate Marketing จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้ผลประโยชน์ทั้ง seller และ publisher

อ้างอิง:

ทำไม Customer Centric ถึงสำคัญกับธุรกิจ Startup

Posted on by admin_beacon_2024

แม้ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีและการระดมเงินทุนจากภายนอกจะส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตของสตาร์ทอัพได้อย่างรวดเร็ว แต่หนึ่งในรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คือ การมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเส้นทางของผู้บริโภคตั้งแต่ขั้นตอนก่อนจะเป็นลูกค้าจนกระทั่งตัดสินใจซื้อ รวมถึงการกลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการซ้ำด้วย

Shanthi Padmanabhan รองประธานฝ่าย Customer Success ของ Salesforce India กล่าวว่า “วิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้สตาร์ทอัพต้องลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้าและปรับปรุงธุรกิจให้ดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับบริษัทและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคือการเชื่อมต่อและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น”

Customer Centric คืออะไร

Customer Centric คือ แนวทางการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางด้วยการทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นจุดสนใจหลักในทุกขั้นตอน นับตั้งแต่ช่วงแรกที่ลูกค้ารู้จักแบรนด์ไปจนถึงตอนตัดสินใจซื้อ ซึ่งบริษัทจำเป็นต้องวางระบบที่เอื้อต่อการสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าให้ได้อย่างต่อเนื่อง

กุญแจสำคัญอยู่ที่การทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าและ Customer Journey ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถติดตามได้ว่าลูกค้าโต้ตอบกับธุรกิจของคุณอย่างไรโดยใช้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแรงจูงใจ ความพึงพอใจหรือความผิดหวังในแต่ละ Touchpoint ของเส้นทางการซื้อขาย

การมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางจึงไม่ใช่แค่การบริการลูกค้าด้วยความสุภาพ หรือส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างวัฒนธรรมการทำงานของบริษัทโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความพึงพอใจและความประทับใจให้กับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งในทุกขั้นตอน

 

ความสำคัญของ Customer Centric

แม้ว่าลูกค้าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดมาโดยตลอด แต่ด้วยความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลได้เพิ่มอัตราการแข่งขันของธุรกิจออนไลน์ให้สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของ COVID-19 ที่ส่งผลให้การโต้ตอบและการบริการลูกค้าแบบเห็นหน้าเป็นไปได้ยากและมีข้อจำกัด นอกจากนี้ ลูกค้ายังมีอำนาจในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการได้ดีที่สุดท่ามกลางทางเลือกจำนวนมากมายโดยค้นหาข้อมูลได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว

การมุ่งเน้นที่ลูกค้าจึงทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้บริษัทของคุณโดดเด่นเหนือกว่าบรรดาคู่แข่งในสายตาของลูกค้าปัจจุบันและว่าที่ลูกค้าในอนาคตด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  • ช่วยสร้างความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์

    หากคุณไม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง พวกเขาก็จะมีส่วนร่วมน้อยลงและหันไปสนใจบรรดาคู่แข่งของคุณแทน ในทางกลับกัน ถ้าคุณยกให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและสามารถสานต่อจนกลายเป็นความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ได้ในที่สุด ยืนยันด้วยสถิติจาก GetVoIP ดังนี้:

    • – 64% ของผู้บริโภคต้องการให้แบรนด์เชื่อมต่อกับพวกเขา
    • -ลูกค้าที่ให้คะแนนบริษัทที่มีการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้ามีแนวโน้มจะซื้อสินค้าและบริการของบริษัทนั้นมากขึ้น 34% รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะช่วยแนะนำบอกต่อบุคคลอื่นมากขึ้น 37%
    • -86% ของลูกค้ายินดีจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับประสบการณ์ดีเยี่ยมที่จะได้รับ
  • เพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณาได้

    แนวทางการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าอยากรู้จักแบรนด์ของคุณมากขึ้น และยินดีให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความชอบและความต้องการของพวกเขา ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการกำหนดเป้าหมายแคมเปญการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าตัวจริงมากขึ้น โดยไม่ต้องเสียเงินไปกับแคมเปญโฆษณาและกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ตอบโจทย์

  • ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์

    ปัจจุบัน ลูกค้าส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือและมักมองหารีวิวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการจากผู้ใช้จริงที่เผยแพร่ตามเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้เสียงของลูกค้ามีพลังและดังขึ้นกว่าที่เคย

    Customer Centric จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างลูกค้าที่มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ ยิ่งคุณสร้างลูกค้ากลุ่มนี้ได้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวร่วมที่ช่วยเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลัง ทั้งการแนะนำแบบปากต่อปาก การรีวิวติดดาว และการแสดงความคิดเห็นเชิงบวกลงในโลกออนไลน์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลลัพธ์ที่ประเมินค่าไม่ได้ เพราะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัทของคุณได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท

    นอกจากนี้ การมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางยังช่วยให้คุณสามารถตอบสนองต่อคำติชมของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม เมื่อเกิดความคิดเห็นด้านลบเกี่ยวกับแบรนด์ การติดต่อกลับเพื่อแก้ไขความผิดพลาดและตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงทีจะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายและจบลงด้วยดี

    แต่ถ้าคุณล้มเหลวในการตอบสนองลูกค้าเพียงแค่คนเดียวก็อาจกลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ เมื่อข้อมูลเชิงลบเกี่ยวกับแบรนด์ของคุณถูกส่งต่อไปทั่วโลกออนไลน์ เมื่อนั้นภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ใช้เวลาสร้างขึ้นมาหลายปีก็อาจเสียหายได้ภายในวันเดียว

ตัวอย่างสตาร์ทอัพที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

 

เพราะการสร้างประสบการณ์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกบริษัทไม่ใช่แค่องค์กรขนาดใหญ่ ปัจจุบัน มีสตาร์ทอัพหลายแห่งที่เริ่มให้ความสำคัญกับ Customer Centric มากขึ้นเรื่อยๆ และได้รับผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม

 

“จะทำสินค้า บริการ หรือนวัตกรรม สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจให้ได้ คือ ลูกค้าของเราจริงๆ แล้วต้องการอะไร และเราจะขยับธุรกิจไปตอบโจทย์กับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดได้ด้วยวิธีการแบบไหนบ้าง ยิ่งเราเข้าใจลูกค้ามากเท่าไร นั่นหมายถึงประตูโอกาสบานใหม่ที่จะเปิดกว้างขึ้นเท่านั้น”

 

ข้อความข้างต้นเป็นคำกล่าวของคุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ CEO ของ Freshket สตาร์ทอัพตลาดสดออนไลน์สัญชาติไทยที่ตั้งใจจะเป็นศูนย์รวมวัตถุดิบคุณภาพสำหรับลูกค้าที่เป็นกลุ่มร้านอาหารไว้แบบครบวงจรบนแพลตฟอร์มเดียว

ในช่วงเริ่มต้น Freshket ประสบปัญหาไม่มีลูกค้าสนใจใช้บริการมากนัก ทั้งที่คิดว่าได้พัฒนาแพลตฟอร์มให้มีสินค้าหลากหลายและวางระบบทุกอย่างไว้สมบูรณ์แล้ว จึงตัดสินใจลงพื้นที่ไปพูดคุยกับบรรดาเจ้าของร้านอาหารตัวจริงเสียงจริงวันละไม่ต่ำกว่า 10-20 ร้าน จนค้นพบคำตอบว่าร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการวัตถุดิบที่หลากหลาย เพราะมีรายการวัตถุดิบที่ต้องใช้เป็นประจำอยู่แล้ว สิ่งที่ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการมากที่สุด คือ วัตถุดิบคุณภาพดี ราคาสมเหตุสมผล และบริการจัดส่งที่รวดเร็ว

เมื่อเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของลูกค้า Freshket ได้กลับมาปรับปรุงระบบซัพพลายเชน ด้วยการหาแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ราคาไม่ต่างจากไปซื้อเองที่ตลาด และวางระบบการจัดส่งให้รวดเร็วที่สุด ของถึงมือลูกค้าครบถ้วน ไม่เสียหาย มีเจ้าหน้าที่ QC หน้าคลังสินค้า พร้อมจัดเตรียมทีมงานซัพพอร์ตลูกค้าร้านอาหารตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุด) ในกรณีที่ลูกค้าได้รับของไม่ครบ Freshket จะดำเนินการจัดหาสินค้าใหม่ให้ภายใน 3 ชั่วโมง หรือหากได้รับวัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพก็ยินดีคืนเงินให้ทันทีอีกด้วย

หลังจาก Freshket ใช้ Customer Centric ปรับปรุงรูปแบบธุรกิจให้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ามากขึ้น ก็ได้รับผลสำเร็จและมีการเติบโตทางธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบัน มีลูกค้าร้านอาหารสนใจใช้บริการผ่านแพลตฟอร์ม Freshket มากกว่า 4,500 แห่งแล้ว พร้อมขึ้นแท่นสตาร์ทอัพที่น่าจับตามองจนได้รับการระดมเงินทุนไปแล้วกว่า 93 ล้านบาท

 

Summary

ธุรกิจที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางมักจะแสวงหาและใส่ใจความคิดเห็นจากลูกค้า พยายามคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าในทุกขั้นตอน รวมทั้งคอยให้บริการและช่วยเหลือลูกค้าอย่างดีเยี่ยม เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าตลอดเส้นทางการขายให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ Customer Centric ยังเป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญในการช่วยเสริมประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาด ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัทผ่านรีวิวเชิงบวก และการบอกต่อของลูกค้าที่มีความเชื่อมั่นอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ท่ามกลางการแข่งขันในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าธุรกิจสตาร์ทอัพของคุณจะมีผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่ดีมากแค่ไหน ก็ยังต้องให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพราะถ้าปราศจากความเชื่อมั่นของลูกค้าแล้ว ธุรกิจของคุณก็อาจไปไม่รอดในระยะยาว

อ้างอิง:

[กรณีศึกษา] ขับเคลื่อนธุรกิจในยุคโควิดด้วย Digital Transformation

Posted on by admin_beacon_2024

Digital Transformation คำยอดฮิตที่หลายคนได้ยินในวงการธุรกิจมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งความสำคัญของ Digital Transformation เริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้นหลังเกิดวิกฤต COVID-19 ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่ และ Digital Transformation นี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการพาธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

 

Digital Transformation คืออะไร

Digital Transformation คือ กระบวนการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในองค์กร ทั้งการเปลี่ยนกระบวนการทำงานและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้องค์กรก้าวทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล โดยการทำ Digital Transformation แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ Digitalization และ Digitization

 

1. Digitalization

Digitalization คือ การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ (Business Model) หรือเปลี่ยนกระบวนการทำงาน (Process) เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจผ่านรูปแบบธุรกิจใหม่และการค้นหาแหล่งรายได้ใหม่

 

2. Digitization

Digitization คือ การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากแอนะล็อกสู่ดิจิทัล เพื่อลดการใช้ข้อมูลแบบออฟไลน์และปรับมาสู่การทำงานบน Cloud เพื่อให้ข้อมูลเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ และสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ

 

COVID-19 Disruption การเปลี่ยนแปลงที่นำมาสู่ Digital Transformation

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ส่งผลให้หลายภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป ทั้งในด้านการบริหารธุรกิจ ช่องทางการค้า และแนวทางการทำการตลาด โดยแต่ละด้านมีผลกระทบดังนี้

1. การบริหารธุรกิจ

COVID-19 ส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการบริหารธุรกิจ เมื่อต้องรักษาระยะห่าง การทำงานที่ออฟฟิศจึงเป็นอุปสรรค ดังนั้น ผู้ประกอบการหลายรายจึงต้องหาวิธีเพื่อปรับตัว เช่น การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อตอบสนองการทำงานแบบ Work From Home และทำให้โปรแกรมการติดตามภาระงานอย่าง Asana หรือ Clickup เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารงาน เป็นต้น

2. ช่องทางการค้า

บางธุรกิจที่ต้องขายสินค้าแบบออฟไลน์หรือธุรกิจในภาคการบริการเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแพร่ระบาดในครั้งนี้ ซึ่งในกรณีดังกล่าวส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลงหรือต้องปรับโมเดลธุรกิจใหม่ โดยหันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์หรือเปลี่ยนธุรกิจเพื่อหารายได้ในช่องทางอื่นแทน

3. แนวการทำการตลาด

สำหรับแนวทางการทำการตลาดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากพฤติกรรมในการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนไป ทำให้การทำตลาดบางประเภทถูกลดทอนความสำคัญลง เช่น

  • Experiential Marketing หรือการตลาดที่ให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า เช่น ธุรกิจโรงแรมที่มีจุดขายคือกิจกรรมและการบริการ แต่เมื่อเกิดวิกฤต COVID-19 ผู้คนต้องเว้นระยะห่าง ดังนั้น การสร้างประสบการณ์ที่ใกล้ชิดกับลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แนวทางการตลาดแบบนี้จึงได้รับผลกระทบโดยตรง
  • Now-Oriented ของกลุ่ม Gen Y โดยคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าที่สนใจในทันที ยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด แต่เมื่อเกิดวิกฤตเช่นนี้พฤติกรรมการซื้อจึงเปลี่ยนไป กลุ่มคน Gen Y มีแนวโน้มที่จะวางแผนการเงินมากขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ดังนั้น การทำการตลาดสำหรับคนกลุ่มนี้จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

วิกฤต COVID-19 เป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ภาคธุรกิจตื่นตัวกับการนำ Digital Transformation มาปรับใช้ในองค์กร เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารจัดการภายในองค์กรและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

Digital Transformation ในยุค COVID-19 กรณีศึกษา: Locall.bkk

หากพูดถึงกรณีศึกษา (Case Study) ในการทำ Digital Transformation หลายคนคงนึกถึงบริษัทระดับโลกอย่าง Netflix ที่เปลี่ยนจากร้านเช่าวิดีโอสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง หรือ Fujiflim ที่ปรับตัวจากธุรกิจถ่ายภาพสู่การพัฒนาเทคโนโลยีภาพถ่ายทางการแพทย์

แต่ในครั้งนี้เราจะขยับเข้ามาศึกษาการทำ Digital Transformation ในแบบฉบับจับต้องได้ด้วยแนวคิดการทำธุรกิจอันแสนเรียบง่ายแต่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดอย่าง Once Again Hostel ที่พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนจากโฮสเทลสู่แพลตฟอร์ม Derivery Hub ที่มีชื่อว่า “Locall.bkk”

 

จุดเริ่มต้นของการปรับตัวทางธุรกิจเมื่อถูก COVID Disruption

ธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤต COVID-19 และ Once Again Hostel ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งทางโฮสเทลได้วางแผนปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อต่อสู้กับวิกฤตในครั้งนี้ โดยโมเดลการปรับตัวในธุรกิจได้ถูกปรับออกมาเป็น 3 แนวทาง ได้แก่

1. เปลี่ยนจากการพักชั่วคราว สู่การเป็นที่พักระยะยาว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ตกค้างและให้คนไทยเช่าเพื่ออยู่อาศัย ปรับจาก Hostel สู่ Home เปลี่ยนแนวทางการบริหารให้สอดคล้องกับแผนระยะยาวมากขึ้น

2. ปรับพื้นที่ล็อบบี้ให้กลายเป็นครัวขนาดใหญ่ เพื่อให้บริการอาหารแบบ Delivery ในแบรนด์ “Once Again Hostel Presented By Rise”

3. เปลี่ยนธุรกิจด้วย Digital Transformation การปรับธุรกิจด้วยการสร้างแพลตฟอร์ม Locall.bkk บริการส่งอาหารในชุมชนสู่ประชาชนภายนอก เปลี่ยนจากธุรกิจที่พักสู่ Delivery Hub ในแบบฉบับอาหารพื้นถิ่น

 

ขอบคุณภาพจาก: Facebook Once Again Hostel

 

จากธุรกิจโฮสเทลสู่ Delivery Hub ด้วยการทำ Digital Transformation

การทำ Digital Transformation ของ Once Again Hostel เริ่มต้นจากความต้องการช่วยเหลือร้านอาหารบริเวณที่ตั้งใกล้เคียง ประกอบกับสถานที่ตั้งของโฮสเทลอยู่ในย่านที่มีร้านอาหารจำนวนมากอย่างเสาชิงช้า-ประตูผี จึงถือกำเนิด Locall.bkk เพื่อให้ทั้งโฮสเทลและชุมชนยังคงมีรายได้แม้ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้

Locall.bkk เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ซื้อ-ขายอาหารภายในชุมชน โดยทำหน้าที่รวบรวม ติดต่อประสานงานการซื้อขายระหว่างร้านอาหารกับผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์อย่าง Facebook และ Instragram

ขอบคุณภาพจาก: Locall Thailand

 

กระบวนการทำ Digital Transformation ของ Once Again Hostel

1. Digitalization

การทำ Digitalization ของ Once Again Hostel คือ การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ ปรับวิธีคิดจากธุรกิจออฟไลน์สู่ออนไลน์ นำจุดเด่นของที่ตั้งโฮสเทลมาปรับใช้ ผนวกกับความต้องการช่วยเหลือชุมชน เปลี่ยนโฮสเทลสู่แพลตฟอร์ม Food Delivery

ทั้งนี้ การสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ไม่ได้สลับซับซ้อนอย่างชื่อที่สวยหรู แต่กลับเรียบง่ายและใช้ต้นทุนไม่สูง ผ่านการใช้สื่อ Social Media เป็นแพลตฟอร์มในการดำเนินงาน ไม่จำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์หรือสร้างแอปพลิเคชันซึ่งช่วยลดต้นทุนในการปรับเปลี่ยนธุรกิจใหม่

2. Digitization

สำหรับการทำ Digitization ทาง Once Again Hostel ได้นำข้อมูลของร้านค้าจากออฟไลน์มาแปลงให้กลายเป็นคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับร้านและการทำการตลาดไปในตัว ทำให้ผู้คนรู้จักร้านค้าและเพิ่มโอกาสตัดสินใจซื้อ รวมทั้งยังช่วยให้สามารถปิดการขายบนแพลตฟอร์ม Locall.bkk ได้อีกด้วย

 

Summary

การทำ Digital Transformation เป็นอีกหนึ่งหนทางในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุควิกฤต COVID-19 ผ่านการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ทั้งการเปลี่ยนกระบวนการทำงานไปจนถึงการปรับโมเดลธุรกิจเพื่อหาช่องทางรายได้ใหม่ ซึ่งตัวอย่างของ Locall.bkk ได้แสดงให้เห็นว่าการทำ Digital Transformation ไม่ต้องลงทุนเยอะอย่างที่คิด ขอเพียงแค่มีไอเดียก็พร้อมที่จะปรับตัวและฝ่าฟันวิกฤตในครั้งนี้ไปได้

อ้างอิง: