Category: KATALYST

7 ข้อผิดพลาดที่ถูกมองข้ามในปีแรกของการเปิดบริษัท

Posted on by admin_beacon_2024

รู้หรือไม่ Startup กว่า 20% ล้มเหลวตั้งแต่ปีแรกของการเปิดบริษัท ความล้มเหลวของผู้ประกอบการเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยทั้งในด้านการตลาดและแนวทางการบริหารองค์กร โดยในบทความนี้เราจะมาทบทวนข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นก่อตั้งบริษัท เพื่อให้ธุรกิจของคุณไม่อยู่ใน 20% ที่ล้มเหลวตั้งแต่ปีแรกของการเปิดบริษัท

 

1. ขาดความเข้าใจในโมเดลธุรกิจ

หลายครั้งที่การทำ Startup เริ่มต้นจากกลุ่มคนที่มีความสนใจในด้านเดียวกัน เช่น กลุ่ม DEV (Developer) ที่มีไอเดียและความรู้ด้านเทคโนโลยี สามารถช่วยกันพัฒนาสินค้าดีมีคุณภาพออกสู่ตลาดได้ แต่เพราะขาดความรู้ความเข้าใจในธุรกิจ จึงไม่สามารถปิดการขายหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการทำธุรกิจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยมากกว่าแค่ตัวสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการจึงควรทำความเข้าใจและกำหนดโมเดลธุรกิจของตัวเองอย่างชัดเจน ตั้งแต่การบริหารจัดการต้นทุนการผลิต การผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า รวมถึงการหาช่องว่างทางการตลาดเพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้ในระยะยาวด้วย

Lance Vanden Brook ผู้บริหาร Aria Insight ได้กล่าวถึงความผิดพลาดของ CyPhy Works Tech Startup ที่พัฒนาโดรนสำหรับการเกษตร สำรวจทรัพยากรทางธรรมชาติและการใช้งานในกองทัพเอาไว้ว่า ในช่วงแรกของการทำ Startup นั้น เขาให้ความสำคัญกับการสร้างโดรนด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากกว่าการทำความเข้าใจตลาด ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดเพราะโดรนของเขาไม่ตอบสนองต่ออุตสาหกรรม ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างตรงจุด และไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของตลาด จึงทำให้ CyPhy Works เป็นอันต้องจบลง

 

2. มองข้ามความสำคัญของข้อมูล

ในยุคที่ธุรกิจขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็มีผู้ประกอบการหลายคนเลือกที่จะเชื่อสัญชาตญาณมากกว่าข้อมูล และนี่ถือเป็นข้อผิดพลาดครั้งสำคัญ เพราะข้อมูลช่วยให้การตัดสินใจนั้นแม่นยำมากขึ้นและยังช่วยลดความผิดพลาดในการทำธุรกิจด้วย

 

3. การทำการตลาดที่ผิดพลาด

การตลาดถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจ ดังนั้น การกำหนดเป้าหมายและทิศทางจึงเป็นสิ่งสำคัญ หลายบริษัทที่เปิดใหม่อาจจะยังไม่มีข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดในการทำการตลาดได้ ทั้งไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายหรือรูปแบบโฆษณาที่ไม่ดึงดูดมากพอ

ความผิดพลาดจากการทำการตลาดส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของเงินทุนที่ต้องเสียไปกับการทดลอง รวมถึงการขาดรายได้เพราะไม่มีการสั่งซื้อจากลูกค้า ดังนั้น สิ่งที่บริษัทเปิดใหม่ควรทำ คือ การศึกษาตลาดและผู้บริโภคให้ละเอียดมากขึ้น การกำหนดทิศทางการตลาด และการมุ่งเน้นวิธีการทำตลาดที่ไม่ใช้เงินเยอะแต่ได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่าง Growth Markting เป็นต้น

 

4. ยึดติดกับไอเดียตอนเริ่มต้นเปิดบริษัท

ผู้ประกอบการหลายคนยึดมั่นในไอเดียดั้งเดิมในการเริ่มต้นธุรกิจมากเกินไป แม้ความเชื่อในการทำธุรกิจจะเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งนี้ก็อาจย้อนกลับมาทำลายธุรกิจได้เช่นกัน เพราะหลายครั้งที่สินค้าหรือบริการไม่ตอบโจทย์การตลาดและผู้บริโภคตามที่วางแผนไว้ การเชื่อมั่นและยึดติดกับไอเดียเดิมมากเกินไปจึงอาจทำให้ขายสินค้าหรือบริการไม่ได้จนต้องล้มเลิกกิจการไปในที่สุด

ดังนั้น หากยอดขายสินค้าหรือบริการไม่ดีในช่วงปีแรกของการเปิดบริษัท และได้วิเคราะห์แล้วว่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค สิ่งที่ควรทำ คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าหรือบริการโดยนำหลักการ Pivot มาใช้เพื่อเริ่มต้นศึกษาตลาดและออกแบบสินค้าหรือบริการใหม่ พร้อมปรับทิศทางธุรกิจให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้มากที่สุด

5. ให้ความสำคัญกับการหาทุนมากกว่าการขาย

เงินทุนเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ ซึ่งการทำ Startup ส่วนใหญ่มักจะหาทุนจากการประกวดหรือระดมทุนจากนักลงทุน (Venture Capitalist) หรือจาก Crowd Funding เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินในการทำธุรกิจต่อไป โดยมี Startup จำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญกับการหาทุนเป็นหลักมากกว่าการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ดังนั้น ธุรกิจจึงอยู่รอดได้เพราะเงินทุนมากกว่ารายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ หากทุนหมด โอกาสที่ธุรกิจจะจบตามเงินทุนก็มีสูงเช่นเดียวกัน

 

6. การบริหารจัดการเงินลงทุนที่ผิดพลาด

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว Startup หลายรายเมื่อได้เงินทุนมามักนำไปลงทุนกับสิ่งที่ยังไม่จำเป็นต่อบริษัท ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาทางการเงินในอนาคต หรือการลงทุนกับสิ่งที่ไม่สร้างโอกาสหรือผลกำไรให้กับบริษัท เช่น การเช่าออฟฟิศในสถานที่ที่แพงมากเกินไปอย่างในย่าน CBD (Central Business District) ซึ่งเป็นการสร้างต้นทุนโดยไม่จำเป็น หรือการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไปกับการโฆษณามากกว่าการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ดีเพื่อสร้างกำไรให้กับบริษัท เป็นต้น

7. ขาดประสบการณ์ในการบริหารทีม

Startup หลายรายเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนที่มีความคิดเดียวกัน แต่การเปิดบริษัทและการทำงานจริงนั้นต่างจากการประกวดแข่งขันอย่างสิ้นเชิง เพราะในช่วงปีแรกของการเปิดบริษัทเพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจนั้น หากทีมไม่มีผู้นำที่ดีแล้วอาจส่งผลให้เกิดปัญหาภายในได้ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดทิศทางของธุรกิจ การปรับปรุงพัฒนาสินค้า หรือการจัดการความสัมพันธ์ของคนในทีม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ Startup ล้มเหลวตั้งแต่ปีแรกได้ทั้งสิ้นเพราะขาดประสบการณ์ในการบริหารทีม

 

Summary

 

การเปิดบริษัทหรือการทำ Startup ในปีแรกมีหลายโจทย์สำคัญที่ต้องเผชิญ ทั้งในด้านการขาย การพัฒนาสินค้าหรือบริการ ไปจนถึงการบริหารจัดการทีม หากสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็จะช่วยปิดประตูความล้มเหลวในปีแรกของการเปิดบริษัทและเพิ่มประสบการณ์ในการทำธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้

ที่มา:

5 เหตุผลที่ธุรกิจควรใช้ Data Driven Marketing วางแผนการตลาด

Posted on by admin_beacon_2024

Data Driven Marketing เมื่อการตลาดขับเคลื่อนด้วยข้อมูล แนวทางการทำธุรกิจก็ต้องปรับตาม ตั้งแต่กระบวนการคิดผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ของลูกค้า (User Experience) ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ข้อมูลทั้งสิ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการและนักการตลาดยุคใหม่ควรให้ความสำคัญและนำข้อมูลมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ

 

Data Driven Marketing คืออะไร

Data Driven Marketing คือ การทำการตลาดที่นำข้อมูลมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดผ่านการเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อเจาะหาข้อมูลเชิงลึก ทั้งในด้านพฤติกรรมและสถิติที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค กระบวนการคิดและการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้า

 

ตัวอย่างการใช้งาน Data Driven Marketing

จากสถิติพบว่า 40% ขององค์กรระดับโลกใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจเป็นหลัก และ 64% ของนักการตลาดยังใช้ข้อมูลเพื่อค้นหาประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในการทำแคมเปญแต่ละครั้งอีกด้วย โดยตัวอย่างการใช้งาน Data Driven Markeitng มีดังนี้

  • A/B Testing คือ การทดสอบเพื่อวัดผลลัพธ์ทางการตลาดผ่านการสร้างชิ้นงานที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน 2 ชิ้น ตั้งแต่รูปแบบการทำโฆษณาไปจนถึงการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย เพื่อทดสอบว่าชิ้นงานไหนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด จากนั้น จึงเก็บข้อมูลเพื่อปรับใช้ในการทำการตลาดต่อไป
  • Customer Journey Mapping / Analysis คือ ขั้นตอนการสำรวจและวิเคราะห์ประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อสินค้า ตั้งแต่การพบเจอสินค้าไปจนถึงกระบวนการตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งการมีข้อมูลของลูกค้าจะทำให้วางแผน Customer Journey ได้ตรงตามความต้องการลูกค้าและเพิ่มโอกาสการตัดสินใจซื้อมากยิ่งขึ้น
  • Website Personalization คือ การนำข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าที่มีต่อเว็บไซต์มาปรับปรุงเพื่อออกแบบให้ตรงตามพฤติกรรมของลูกค้ามากที่สุด เช่น หากทราบว่าลูกค้าคลิกสินค้าประเภทไหนบ่อย ก็ปรับตำแหน่งสินค้านั้นให้พบเห็นง่ายมากขึ้น เพื่อความสะดวกของลูกค้าและเพิ่มโอกาสปิดการขาย เป็นต้น
  • Focus on Micro-Moment คือ การให้ความสำคัญกับช่วงเวลาเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของลูกค้าเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับใช้ในการทำการตลาด เช่น การเลือกทานอาหารกลางวัน Micro Moment คือ การเลือกสถานที่ทานข้าว, เมนูอาหาร หรือผู้ร่วมทาน เป็นต้น ซึ่ง Micro Moment จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อ ดังนั้น การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวจะสามารถเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้
  • Hyper-Personalization คือ การทำการตลาดที่พัฒนาจาก Personalization ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด เจาะลึกถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า กล่าวคือ ไม่ใช่แค่รู้ว่าลูกค้าชอบหรือไม่ชอบอะไร แต่การทำตลาดแบบนี้จะรู้ว่า ลูกค้า “ชอบ” อะไร ปัจจัยอะไรที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้านั้นๆ เช่น ลูกค้าบางคน “ชอบ” สินค้าลดราคา หรือลูกค้าบางคน “ชอบ” สินค้าที่มีจำกัด (Limited) เป็นต้น

5 เหตุผลที่ธุรกิจควรใช้ Data Driven Marketing

จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นเกี่ยวกับความหมายของการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการนำมาปรับใช้งานจริง หากใครที่ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะดีกับธุรกิจยังไง วันนี้ KATALYST จะขอยก 5 เหตุผลที่ธุรกิจควรใช้ Data Driven Marketing ในการทำการตลาด

 

1. Data ช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

จากสถิติพบว่า นักการตลาดกว่า 76% ตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์บนพื้นฐานของข้อมูล และยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไร การตัดสินใจก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ถือเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการตัดสินใจด้วยข้อมูล (Data-Driven Decision Making)

ในการวางแผนเชิงกลยุทธ์จำเป็นต้องมีข้อมูลโดยละเอียด ตั้งแต่พฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคไปจนถึงกระบวนการขายและการรักษาความสัมพันธ์ของลูกค้า จัดเรียงข้อมูลให้เป็นระบบ วิเคราะห์หาจุดเชื่อมโยงระหว่างข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก (Insight) และทำความเข้าใจข้อมูลจนเกิดเป็นความรู้ (Wisdom) จนพัฒนาสู่กลยุทธ์ที่แม่นยำในที่สุด

โดยตัวอย่างการวิเคราะห์และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มีขั้นตอนดังนี้

  • Descriptive Analytic: การวิเคราะห์เพื่อหาคำอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของบริษัท เป็นการบรรยายภาพกว้างเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์โดยรวมก่อนวางกลยุทธ์ทางการตลาด
  • Diagnostic Analytic: เป็นการวินิจฉัยว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นมีสาเหตุจากอะไร เพื่อให้เห็นที่มาก่อนที่จะหาวิธีการไปแก้ไขสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์ในปัจจุบัน
  • Predictive Analytic: การวิเคราะห์ถึงอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัท โดยเน้นไปที่การคาดการณ์แนวโน้มผ่านข้อมูลและสถิติเพื่อหาความเป็นไปได้และเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ในอนาคต
  • Prescriptive Analytic: เป็นการวิเคราะห์ขั้นสุดท้ายหลังจากเข้าใจสถานการณ์ ทราบสาเหตุและคาดการณ์อนาคตแล้ว ลำดับต่อมาคือการหาสิ่งที่ต้องทำหรือวิธีการดำเนินการเพื่อแก้ไขและรับมือกับเหตุการณ์ในอนาคต

 

2. Data ช่วยให้รู้จักและเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค

การเก็บข้อมูลทำให้นักการตลาดเข้าใจถึงพฤติกรรมเชิงลึกของผู้บริโภคซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำธุรกิจ ตั้งแต่การเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายให้กลายเป็นลูกค้าหรือการทำให้ลูกค้ากลายเป็นลูกค้าประจำ (Customer Loyalty) โดยข้อมูลที่นำมาใช้ทำความเข้าใจลูกค้านั้นอาจมาจากข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ (Demographic Data) และพฤติกรรมการใช้งานสื่อที่เก็บรวบรวมผ่านเครื่องมืออย่าง Social Listening Tools

สำหรับการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์พฤติกรรมนั้นควรให้ความสำคัญกับ Micro Movement หรือรายละเอียดการตัดสินใจยิบย่อยของลูกค้า เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวสะท้อนพฤติกรรมที่ซ่อนอยู่ในการตัดสินใจซื้อ ทำให้นักการตลาดเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น

 

3. เพิ่มความคุ้มค่าของผลตอบแทนในการลงทุน (ROI) ด้วย Data

นักการตลาดสามารถเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน (Return on Investment: ROI) ให้มากขึ้นด้วยการนำ Data มาปรับใช้ในการทำตลาดประเภทแคมเปญ การทำโฆษณาผ่านโซเซียลมีเดียอย่าง Facebook และ Google Adwords เนื่องจากการทำตลาดประเภทนี้จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินในการทดสอบความแม่นยำของแคมเปญ

ดังนั้น หากนักการตลาดเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Audience) ทั้งในด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต การตัดสินใจเลือกคำเพื่อค้นหาสินค้า (Keyword) ไปจนถึงจิตวิทยาในการเลือกกดคลิกโฆษณาแล้ว จะทำให้การทำโฆษณาแม่นยำและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจากการลองผิดลองถูก โดยจาก สถิติ พบว่าการใช้ Data Driven Marketing ในการทำแคมเปญช่วยเพิ่ม ROI ได้มากขึ้น 5-8 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนได้อย่างแท้จริง

4. Data ช่วยในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์

หนึ่งในความผิดพลาดของผู้ประกอบการ คือ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายล้มพับไปตั้งแต่ปีแรกในการตั้งบริษัท แต่ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ผ่านการนำข้อมูลมาปรับใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

โดยข้อมูลที่นำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาสินค้าสามารถรวบรวมได้ผ่านการเก็บข้อมูลสอบถามลูกค้าโดยตรง (Feedback) หรือสังเกตพฤติกรรมของลูกค้าว่า สินค้าประเภทไหนที่มีอัตราการซื้อซ้ำน้อย จนไปถึงการใช้ Social Listening Tools เพื่อสำรวจสิ่งที่ลูกค้าพูดถึงผลิตภัณฑ์บนโลกออนไลน์แล้วนำมาปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้ดีมากยิ่งขึ้น

 

5. รักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้า

Data Driven Marketing ช่วยรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า (Customer Relationship Management: CRM) ผ่านการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ รักษาสิ่งที่ลูกค้าถูกใจและปรับปรุงแก้ไขในที่สิ่งลูกค้าไม่ชอบ เพื่อช่วยเพิ่มความพึงพอใจและสร้างทัศนคติที่ดีให้กับลูกค้าที่มีต่อแบรนด์

นอกจากนี้ ข้อมูลยังสามารถช่วยรักษาฐานลูกค้าเก่าผ่านการทำการโฆษณาแบบ Retargeting ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าและบริการซ้ำ ทั้งนี้ การทำโฆษณาแบบดังกล่าวต้องอาศัยข้อมูลและความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดต้นทุนการทำโฆษณาและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย

 

Summary

 

Data Driven Marketing เป็นรูปแบบการทำการตลาดที่สำคัญแห่งอนาคต เป็นการพัฒนาธุรกิจในด้านความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในทุกแง่มุมเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำตลาด พัฒนาสินค้า และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค

สำหรับผู้ประกอบการรายใดที่สนใจนำ Data Driven Marketing มาปรับใช้ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องศึกษาก่อนทำการตลาดด้วยข้อมูล เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เพื่อป้องกันการทำผิดกฎหมาย รวมถึงการศึกษา Data Driven Mindset เพื่อให้องค์ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเป็นหลัก

สุดท้ายนี้ นอกเหนือจากการทำตลาดด้วยข้อมูลแล้ว ยังมีอีกหลายแนวทางในการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งสามารถอ่านบทความสาระความรู้เกี่ยวกับ Startup ได้ที่ KATALYST เราพร้อมพัฒนาและเติบโตเคียงข้างสตาร์ทอัพไทย

ที่มา:

Aging society กับโอกาสทางธุรกิจของ Startup ไทย

Posted on by admin_beacon_2024

ในปัจจุบันประเทศไทยได้กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ปัจจุบันสถิติผู้สูงอายุในปี 2563 อยู่ที่ 17.57% ซึ่งจากการคาดการณ์ในปี 2564 สัดส่วนประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20% และเข้าสู่เกณฑ์สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (ประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20% ) Aging Society จึงเปรียบเสมือนอนาคตอันใกล้ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับโอกาสทางธุรกิจ

 

Aging Society กับความเปลี่ยนแปลงในสังคม

 

Aging Society หรือสังคมผู้สูงอายุ เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในด้านประชากร เมื่อจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับประชากรวัยรุ่นที่ลดน้อยลง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในครั้งนี้ ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจซึ่งขับเคลื่อนด้วยวัยทำงาน เมื่อแรงงาน (Labor) น้อยลงทำให้ประเทศเสียโอกาสการเติบโตด้านเศรษฐกิจตามไปด้วย

ทั้งนี้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเสียเสมอไป เพราะเมื่อโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลง กำลังซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนตาม ทำให้เกิดช่องว่างทางการตลาดจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนหรือหาช่องทางทำกำไรจากผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงอายุที่ถือว่าเป็นตลาดใหญ่แห่งใหม่ ซึ่งมีโอกาสพัฒนาสู่เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) และ เศรษฐกิจอายุวัฒน์ (Longevity Economy)

Aging Soiciety ความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมโอกาส

เมื่อวิเคราะห์ถึงโอกาสที่มาจากความเปลี่ยนแปลงของสังคมผู้สูงอายุ จะสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก คือ การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น

โอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
สำหรับในระยะยาวเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้านภาพรวมของสังคม ทั้งด้านจำนวนประชากร และพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพ ซึ่งส่งผลกระทบในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและสังคม

  • ประชากรลดน้อยลง คนแต่งงานมีลูกน้อยลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจและผู้ประกอบการ เนื่องจากผู้บริโภคจะมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนไปยังผู้สูงอายุมากขึ้น และกลุ่มที่มี กำลังซื้อหลักอย่างวัยทำงานก็จะลดลงเรื่อยๆ
  • ผู้คนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ประชาชนแข็งแรงมากขึ้น อายุยืนมากขึ้น ส่งผลกระทบในระยะยาว ในส่วนของภาคอุปโภคบริโภคและภาคการเกษตร ที่ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุ เช่น การปรับแปลงเกษตรทั่วไป สู่ฟาร์มเกษตรอาหารปลอดสารพิษ หรือ การผลิตสินค้าของผู้สูงอายุในจำนวนที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

โอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น
ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น เปรียบได้กับปัจจัยเร่งที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างรวดเร็วกว่า โดยความเปลี่ยนแปลงระยะสั้นจะเน้นไปที่พฤติกรรมที่ปฏิบัติได้ทันที อย่างการเรียนรู้เทคโนโลยีและการลงทุน เป็นต้น

  • การขยายวัยเกษียณอายุ รายได้และกำลังซื้อของประชาชนจะเพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย กลุ่มคนผู้สูงอายุจะเข้ามามีบทบาทในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มมากยิ่งขึ้นในทันที
  • การลงทุน การออมเงินเพื่อเตรียมพร้อมเกษียณเพิ่มขึ้น ในส่วนนี้เทรนด์ที่กำลังมาแรงจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นของกองทุน RMF และ LTF ที่สนับสนุนให้คนลงทุนตั้งแต่ก่อนเกษียณ
  • การเปิดรับเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ โดยจากสถิติพบว่า กลุ่มคนผู้ใช้ Facebook ในช่วงอายุระหว่าง 55-64 ปีมีมากถึง 1.8 ล้านบัญชี และจากผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุใช้ไลน์ในการบริโภคสื่อและข่าวสารมากขึ้น 50% ซึ่งในส่วนนี้ส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ ทั้งการปรับตัวและทำการตลาดออนไลน์เพื่อรองรับตลาดผู้สูงอายุ

โอกาสการทางธุรกิจจาก Aging Society

สำหรับการสร้างโอกาสทางธุรกิจจาก Aging Society เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมผู้สูงอายุทั้งความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวและสั้น

 

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล (Real Estate Tokenization)

 

Real Estate Tokenization คือ สินทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่าจากอสังหาริมทรัพย์ โดยมีเทคโนโลยี Blockchain ในการจัดการ ซึ่งอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งทางเลือกที่ผู้สูงอายุเลือกใช้ในการลงทุน เพื่อสร้าง Passive Income

Real Estate Tokenization อนาคตที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้สูงอายุ ทั้งการลงทุน ออมเงินเพื่อเตรียมพร้อมการเกษียณอายุ อีกทั้งยังสอดคล้องกับการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของผู้สูงอายุอีกด้วย

นอกจากนี้ Real Estate Tokenization ยังมีจุดเด่นที่ปรับรูปแบบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม จากที่ผู้บริโภคต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อ สู่การลดต้นทุนในการลงทุนแต่เพิ่มจำนวนนักลงทุนแทน (Volume) เปลี่ยนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้จับต้องง่ายมากยิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสในการลงทุนของผู้สูงอายุที่ไม่มีกำลังซื้อมากพอในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์แบบเก่า

 

ตัวอย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล

ในตอนนี้ Tokenization Real Estate Assest ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว โดย Elevated Returns บริษัทจัดการสินทรัพย์จากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการทำ Tokenization Real Estate Assest ด้วยการเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์เป็น Token โดยเริ่มต้นจากโครงการขายรีสอร์ตที่รัฐโคโลราโด (Colorado) ด้วยมูลค่ากว่า 18 ล้านอีเธอเรียม (Ethereum) หรือประมาณ 7 แสนล้านบาท

 

ธุรกิจของตกแต่งบ้านแบบ Universal Design

 

สำหรับธุรกิจตกแต่งบ้านเป็นโอกาสที่มาพร้อมกับวิถีชีวิตของผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้คนวัยดังกล่าวไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านไปทำงานแต่กลับใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น การออกแบบและตกแต่ง บ้านเพื่ออำนวยความสะดวกจึงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามอง

การออกแบบและตกแต่งบ้าน แบบ Universal Design เพื่อให้ทุกคนภายในบ้านสามารถใช้พื้นที่ร่วมกันได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เนื่องจากสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น การทำงานของร่างกายจึงมีประสิทธิภาพลดลง เช่น การเดินและการทรงตัวที่ไม่มั่นคงเหมือนก่อน จึงเกิดการตกแต่งบ้านเพื่ออำนวยความสะดวก ตั้งแต่การติดตั้งราวจับ การรีโนเวทบ้านให้ผู้สูงอายุอยู่ชั้นล่างเพื่อสะดวกในการเดิน เป็นต้น

โดยโอกาสทางธุรกิจของตกแต่งบ้านนั้น ผู้ที่จับจ่ายใช้สอยที่แท้จริงไม่ใช่ผู้สูงอายุ แต่เป็นบุตรหลานที่ปรับปรุงบ้านเพื่อให้ผู้สูงอายุสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตภายในบ้านมากขึ้น

ตัวอย่างธุรกิจตกแต่งบ้าน

Deesawat แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ในไทย ได้ปล่อยเฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงอายุ โดยเริ่มต้นจากเก้าอี้ (Brace Stool) ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงผู้สูงอายุ เช่น การออกแบบที่แขนด้านหลังและด้านหน้าให้เหลื่อมกันเพื่อใช้เป็นราวจับเก้าอี้ ซึ่งช่วยให้อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุเป็นต้น

 

ธุรกิจด้านสุขภาพ

จากแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่ผู้สูงอายุหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ทั้งการออกกำลังกายและการเลือกรับประทานอาหาร รวมไปถึงธุรกิจในด้านการบริการดูแลสุขภาพ เช่น บริการ Home Care ดูแลผู้สูงอายุภายในบ้าน เป็นต้น

โดยหนึ่งในธุรกิจที่ตอบโจทย์เรื่องความเปลี่ยนแปลงในการดูแลสุขภาพ คือ ธุรกิจด้านอาหารเพื่อสุขภาพ เมื่อผู้คนหันมาใส่ใจอาหารที่รับประทานมากขึ้น ดังนั้นโอกาสการเติบโตของธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพจึงโตตามไปด้วย

ตัวอย่างธุรกิจด้านสุขภาพ

สำหรับธุรกิจด้านสุขภาพโดยเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุ เป็นธุรกิจที่เติบโตในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีร้านอาหารที่รองรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะอย่าง Silver Cuisine ที่ออกแบบเมนูให้สอดคล้องกับโภชนาการของผู้สูงอายุ ทั้งการเลือกใช้ปริมาณเนื้อสัตว์ที่พอดี รวมถึงการลดการใช้โซเดียมเป็นต้น

ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

สำหรับธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้คนที่เพิ่งเข้าสู่วัยเกษียณ โดยผู้คนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อแต่ในวัยทำงานอาจจะไม่มีเวลาเที่ยว ดังนั้นเมื่อถึงวัยเกษียณก็พร้อมที่จะออกท่องเที่ยว จึงสอดคล้องกับแนวโน้มการตลาดด้านท่องเที่ยวที่เผยข้อมูลว่า เทรนด์การท่องเที่ยวของผู้สูงอายุ (Word is going to be grey) กำลังมาแรงในปี 2020

ดังนั้นการออกแบบธุรกิจการท่องเที่ยวให้ตอบสนองต่อวิถีผู้สูงอายุจึงเป็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น การจัดทริปท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ มีกิจกรรมอย่างนวดแผนโบราณ ฝึกโยคะ การประคบสมุนไพร เป็นตัวชูโรงในการดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้

โดยการพัฒนาธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไม่เพียงแต่มีมุ่งเน้นที่กลุ่มผู้สูงอายุในประเทศเท่านั้น แต่ผู้สูงอายุชาวต่างชาติ ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสเข้ามาใช้บริการธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีหลายประเทศทั่วโลกที่มีประชากรกลุ่มเกษียณ ในอัตราส่วนถึง 1 ใน 4 จนไปถึง 6 ของประชากรประเทศทั้งหมด เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่และสามารถสร้างโอกาสให้กับธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทย

ตัวอย่างธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

สำหรับประเทศไทยมีธุรกิจหลายแห่งที่เริ่มต้นนำเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาปรับใช้ เช่น Local Alike Startup สายท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่นำเสนอชุมชนพื้นถิ่น พร้อมกับแพ็กเกจดูแลสุขภาพอย่างการทำสปาและโยคะ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ท่องเที่ยวชมธรรมชาติ สัมผัสวัฒนธรรม และได้ดูแลสุขภาพผ่อนคลายร่างกายไปพร้อมกับการท่องเที่ยว

นอกจาก Local Alike แล้วยังมี Heathticket เว็บไซต์สำหรับรวมแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทั้งการจองสปา รวมถึงการจองโรงพยาบาลเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุต่างประเทศ ที่ต้องการรับบริการทางการแพทย์ และท่องเที่ยวพักผ่อนในเมืองไทยในคราวเดียวกัน

 

Summary

 

Aging society หรือสังคมผู้สูงอายุ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่มาพร้อมกับโอกาสทางธุรกิจของ Startup ในไทย การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจทั้งในด้านของสินค้าและบริการ รวมถึงการทำการตลาดเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และด้วยความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวเช่นนี้ หากธุรกิจไหนที่ปรับตัวหรือสามารถหาช่องทางการทำธุรกิจกับผู้สูงอายุได้ แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

PDPA คืออะไรและ Startup ควรให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง

Posted on by admin_beacon_2024

ในปัจจุบันข้อมูล (Data) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านการตลาดและการบริหารจัดการธุรกิจ บริษัทไหนที่มีข้อมูลของลูกค้าจำนวนมากเท่าไร ยิ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันมากเท่านั้น และความสำคัญข้อมูลนี้เองจึงเป็นที่มาของ PDPA

 

PDPA คืออะไร

PDPA (พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) คือ กฎหมายที่คุ้มครองความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยในกำหนดให้การจัดเก็บข้อมูลต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าข้อมูลทุกครั้ง รวมถึงเจ้าของข้อมูลมีสิทธิในการถอนความยินยอมได้ทุกเวลา และสำหรับผู้เก็บข้อมูลมีหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลเหล่านั้น

 

คำจำกัดความและขอบเขตของข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) คือข้อมูลที่สามารถระบุถึงตัวตนของบุคคลนั้น ตั้งแต่ชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่, เลขประจำตัวประชาชน ไปจนถึง E-mail โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลทั้งสิ้น

 

ข้อมูลส่วนบุคคลใช้ทำอะไรได้บ้าง

สำหรับภาคธุรกิจแล้ว ข้อมูลส่วนบุคคลถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ ทั้งในด้านการวิเคราะห์หา Insight ของลูกค้า เพื่อนำไปในใช้ในด้านการตลาด รวมถึงการพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองตามความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

ถึงแม้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะเป็นผลดีต่อธุรกิจ แต่ในทางกลับกันหากไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ ก็อาจนำมาสู่การถูกโจรกรรมข้อมูล และนำไปใช้ข้อมูลในทางที่ผิด ซึ่งจากประเด็นนี้ส่งผลให้เกิด PDPA ขึ้นมาในประเทศไทย

ผลกระทบจาก PDPA สู่ Startup

 

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่าข้อมูลส่วนบุคคล ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการทำการตลาดและการพัฒนาสินค้า ดังนั้นผลกระทบที่ได้รับจึงขยายไปวงกว้าง เช่น การทำการตลาดออนไลน์ (Digital Marketing) อย่าง Facebook Ads และ Google Ads เมื่อข้อมูลมีอยู่จำกัด โอกาสที่จะทำโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายก็เป็นไปได้ยาก

เมื่อการทำการตลาดออนไลน์แม่นยำน้อยลง ย่อมส่งผลกระทบต่อช่องทางในการขาย รวมถึงต้นทุนในการทำโฆษณาที่ต้องอาศัยการทดสอบ (A/B Testing) บ่อยขึ้น เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายดังเดิม ผลกระทบจึงมากกว่าด้านการตลาด แต่ยังรวมถึงต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

 

การเตรียมตัวสำหรับ Startup กับ PDPA

 

ถึงแม้จะได้รับผลกระทบอย่างไรก็ตามธุรกิจก็ต้องปรับตัว โดยการเตรียมความพร้อมสำหรับการบังคับใช้ PDPA ของภาคธุรกิจเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ PDPA และบทบาทของธุรกิจ ซึ่งในทางกฎหมายแบ่งบทบาทของผู้ถือครองข้อมูล (ธุรกิจ) ออกเป็น 2 บทบาทดังนี้

1. Data Controller (ผู้ควบคุมข้อมูล) ผู้ควบคุมข้อมูล คือ ผู้ที่เก็บรวบรวมข้อมูลมีบทบาทและหน้าที่ในการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูล เช่น การส่งต่อข้อมูลไปวิเคราะห์ หรือเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ เป็นต้น

2. Data Processor (ผู้ประมวลผลข้อมูล) สำหรับผู้ประมวลผลข้อมูลมีบทบาทหน้าที่ในการวิเคราะห์ข้อมูล ภายใต้คำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูล โดยธุรกิจที่มีบทบาทนี้ เช่น บริษัทเกี่ยวกับ Data Analysis หรือผู้ให้บริการในด้าน Cloud เป็นต้น

นอกจากบทบาทแล้วสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมเพื่อรองรับ PDPA แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้

1. การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

  • จัดทำ Privacy Policy เช่น แจ้งรายละเอียดกับลูกค้าก่อนเก็บข้อมูล ตั้งแต่อธิบายข้อมูลส่วนตัวที่เก็บ ไปจนถึงอธิบายสิทธิในการเพิกถอนความยินยอมการให้ข้อมูลของลูกค้า เป็นต้น
  • จัดการแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ เช่น การขอจัดเก็บ Cookie ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเว็บไซต์ เพื่อนำข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ามาใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจ เป็นต้น
  • จัดเก็บข้อมูลพนักงาน ในส่วนนี้ HR ต้องเป็นผู้ดำเนินการในการขอความยินยอมในการจัดเก็บข้อมูลของพนักงาน เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน

2. การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

กำหนดนโยบายในการดำเนินการด้านข้อมูลส่วนบุคคล (Standard Operating Procedure) เช่น การเก็บช่องทางการติดต่อข้อมูลของลูกค้า ในการส่ง Direct Marketing หลังจากการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเสร็จ หรือ การปรับรูปแบบการใช้ข้อมูล ลดการนำข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้แต่มุ่งเน้นไปที่สถิติโดยรวมแทน เป็นต้น

3. มาตรการด้านรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล

  • กำหนดแนวทางการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เช่น การรักษาความลับ (Confidentiality) การป้องกันด้านเทคนิค (Technical Safeguard) และมาตรการป้องกันทางกายภาพ (Physical Safeguard) รวมถึงควบคุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคล (Access Control) เป็นต้น
  • กำหนดนโยบายระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูล (Data Retention) โดยผู้ประกอบการควรกำหนดระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลให้ชัดเจน และเมื่อครบกำหนดควรทำลายเอกสารที่มีข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมข้อมูล
  • สร้างระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูลจากผู้ไม่หวังดี เช่น การแจ้งเตือนผ่าน E-mail เมื่อมีผู้พยายามเข้าถึงข้อมูลหลายครั้งจนผิดปกติ หรือการ Login เพื่อเข้าถึงข้อมูลจากสถานที่อื่นและเครื่องอื่น (Device) เป็นต้น

4. การส่งต่อหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

ในกรณีที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องส่งต่อหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ไปยังผู้ให้บริการภายนอกหรือ Thrid Party ควรมีการทำสัญญาการรักษาข้อมูลตามกฎหมายของ PDPA รวมถึงควรมีกระบวนการรับคำร้องจากผู้ให้ข้อมูลด้วย

การปรับตัวของ Startup กับ PDPA

 

หลังจากทราบวิธีเตรียมตัวเพื่อให้บริษัทตอบรับกับกฎหมาย PDPA แล้ว ต่อมาคือการปรับตัวในด้านการตลาด ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจในด้านการตลาดและการพัฒนาสินค้าและบริการ ดังนั้น เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลมีน้อยลง ก็ถึงเวลาที่ธุรกิจต้องปรับตัวเช่นเดียวกัน

หลังจากทราบวิธีเตรียมตัวเพื่อให้บริษัทตอบรับกับกฎหมาย PDPA แล้ว ต่อมาคือการปรับตัวในด้านการตลาด ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจในด้านการตลาดและการพัฒนาสินค้าและบริการ ดังนั้น เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลมีน้อยลง ก็ถึงเวลาที่ธุรกิจต้องปรับตัวเช่นเดียวกัน

 

1. Heatmap

 

สำหรับธุรกิจไหนที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง Heatmap เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ เช่น ผู้ชมเว็บไซต์มาจากช่องทางไหน (โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์) อ่านตรงส่วนไหนของเว็บไซต์บ่อย หรือ มีการคลิกไปที่ผลิตภัณฑ์ไหนมากที่สุด เพื่อปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสมกับพฤติกรรมส่วนใหญ่ของลูกค้าที่เข้าชมเว็บไซต์ โดย ประโยชน์ของ Heatmap มีดังนี้

  • เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า ภายในเว็บไซต์แบบละเอียด ลงลึกถึงแต่ละส่วนของหน้าเว็บไซต์ ทั้งการคลิกหรือสินค้าที่ลูกค้าใช้ระยะเวลาในการอ่านนานเป็นพิเศษ
  • ปรับปรุงเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เมื่อทราบพฤติกรรมของลูกค้าบนเว็บไซต์แล้ว จะช่วยให้การปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ (UX/UI) มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น
  • ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ได้ ในส่วนนี้คือการนำข้อมูลหน้าสินค้าที่ลูกค้าใช้งานมากที่สุด มาปรับใช้การตลาด เช่น ปรับตำแหน่งสินค้าในเว็บไซต์ให้เห็นชัดมากขึ้น หรือลดจำนวน การผลิตในสินค้าที่ลูกค้าไม่ค่อยให้ความสนใจ เป็นต้น

2. Social Listening Tools

 

ในส่วนของ Social Listening Tools นั้นเป็นเครื่องมือในการสำรวจว่าลูกค้ากำลังพูดถึงแบรนด์อย่างไรบนโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการทราบถึงความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ โดยหลักการนำเครื่องมีนี้มาใช้ส่วนใหญ่มีด้วยกัน 3 วัตถุประสงค์ (Objective) ดังนี้

  • การปรับกลยุทธ์ในการสร้าง Brand Awareness โดยหลังจากที่แบรนด์รู้แล้วว่ามุมมองของลูกค้าต่อแบรนด์เป็นในลักษณะไหน ซึ่งหากไม่ตรงตาม Brand Awareness Stragy ก็ถึงเวลาปรับปรุงกลยุทธ์ใหม่ ให้เป็นไปตามที่แบรนด์ต้องการ รวมถึงวิเคราะห์จุดยืนความเป็นแบรนด์ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น
  • การพัฒนาสินค้าตาม Customer Feedback สิ่งนี้เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่พาธุรกิจเติบโตไปได้ หากสามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ โอกาสในการเพิ่ม Market Share ก็จะสูงตามไปด้วย
  • การวิเคราะห์หา Keyword ในส่วนนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะการทำ SEM และ SEO หากทราบว่ากลุ่มลูกค้าใช้คำอะไรในการพูดถึงสินค้า ก็จะสามารถปรับแนวทางการใช้ Keyword เพื่อให้ลูกค้าค้นหาแบรนด์เจอบนโลกออนไลน์ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

 

3. Fanpage Karma

 

เมื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคลได้น้อยลง ถึงเวลานำข้อมูลจากคู่แข่งมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดย Fanpage Karma เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลคู่แข่งทั้งบน Facebook, Instagram และ Twitter รวมถึงการสำรวจ Social Trend และ Topic เพื่อนำมาปรับใช้ในการสร้างคอนเทนต์แบบ Real Time โดยแนวทางการนำ Fanpage Karma มาปรับใช้มีดังนี้

  • เปรียบเทียบ Content ทั้งรูปแบบของโพสต์และความถี่ในการลงโพสต์ ศึกษาว่าคู่แข่งที่ประสบความสำเร็จมีแนวทางการทำ Content และการวางกลยุทธ์ในการโพสต์อย่างไร เพื่อนำมาเปรียบเทียบและปรับปรุง Content บนหน้า Facebook Page ให้มีประสิทธิภาพ
  • เปรียบเทียบ Engagement เพื่อดูว่าการทำ Content แบบ Organic ประเภทไหนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อลดต้นทุนในการทำโฆษณาผ่านเฟสบุ๊ก (Facebook Ads)

 

Summary

 

PDPA ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของธุรกิจ ทั้งการเตรียมพร้อมปรับรูปแบบการเก็บข้อมูลเพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมาย รวมถึงการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเมื่อข้อมูลที่มีลดน้อยลง ในยุคที่ธุรกิจขับเคลื่อนด้วย Big Data การปรับกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ สิ่งเหล่านี้ยังถือเป็นโจทย์ครั้งสำคัญที่เหล่าผู้ประกอบการ Startup ต้องแก้ปัญหาเพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อไปในอนาคต

ที่มา:

Cloud Computing เพิ่ม Productivity ในธุรกิจได้อย่างไร

Posted on by admin_beacon_2024

Cloud Computing เป็นหนึ่งในระบบที่ถูกหยิบยกนำมาใช้งานกันโดยแพร่หลาย ตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ไปจนถึงสตาร์ทอัพ เนื่องจากคุณสมบัติและความสามารถที่ตอบโจทย์การทำงานที่หลากหลาย อีกทั้งยังสามารถเพิ่ม Producticity ให้กับองค์กรได้อีกด้วย

 

Cloud Computing คืออะไร

Cloud Computing คือ ระบบการจัดการและเชื่อมต่อข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ช่วยลดความยุ่งยากในการกระจายและดาวน์โหลดข้อมูล ซึ่งระบบ Cloud Computing มีหลายประเภทดังนี้

  • IaaS (Infrastructure as a Service) คือ การบริการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานในองค์กรเพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันในการทำงาน เช่น Google Drive, Dropbox และ Microsoft Azure
  • PaaS (Platform as a Service) เป็นบริการจัดเก็บข้อมูลสำหรับสายงาน Developer โดยเฉพาะ ซึ่ง Cloud ประเภทนี้จะเน้นไปที่การจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นในการพัฒนาเว็บไซต์, ซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน
  • SaaS (Software as a Service) เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำงานโดยใช้ระบบ Cloud ซึ่งสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมลงเครื่องเหมือนซอฟต์แวร์ประเภทอื่น แต่จะเชื่อมต่อข้อมูลและทำงานผ่านระบบ Cloud ยกตัวอย่างเช่น Hubport, Slack และ Saleforce
  • FaaS (Functions as a Service) เป็นระบบที่ช่วยแบ่งเบาภาระของ Developer ในการทดสอบการทำงานของ Code ที่ต้องใช้เวลานานในการทดสอบ ซึ่งการใช้ FaaS ทาง Developer สามารถอัปโหลด Code เพื่อให้ Faas ทำการทดสอบการทำงานได้ด้วยตัวเอง โดยตัวอย่างบริการของ Faas เช่น AWS Lambda และ Google Cloud Function

ประโยชน์ของการใช้งาน Cloud Computing

  • ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เช่น ต้นทุนจากการจัดเก็บข้อมูล (Storage) ซึ่งในอดีตต้องลงทุนซื้อ Hardware อย่าง Hard Disk Drive เพื่อจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากในการทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้สามารถจัดเก็บได้ในระบบ Cloud ซึ่งนอกจากต้นทุนที่ตำ่กว่าแล้ว ยังสามารถขยายความจุได้มากกว่าเดิมด้วย
  • รองรับการขยายธุรกิจ เนื่องจากระบบ Cloud สามารถเพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้ เอื้อต่อการขยายฐานข้อมูล
  • ความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน การเชื่อมต่อข้อมูลผ่านซอฟต์แวร์อย่าง Slack หรือ Dashboard ของ ClickUp ทำให้ทุกคนทั้งภายในและภายนอกองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก ไม่ซับซ้อน การทำงานจึงรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให้ลดระยะเวลาการค้นหาและส่งต่อไฟล์งาน
  • ความปลอดภัยของข้อมูล โดยผู้ให้บริการ Cloud Computing ส่วนใหญ่มักมีระบบ Cloud Security ผ่านการทำงานของ AI และระบบ Database Signature ที่ตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูลอยู่เสมอ อีกทั้งการเข้าถึงข้อมูลในระบบ Cloud เจ้าของข้อมูลและระบบจะได้รับการแจ้งเตือนอยู่เสมอ จึงเป็นไปได้ยากที่จะถูกโจรกรรมข้อมูลทางธุรกิจ

Cloud Computing เพิ่ม Productivity ในธุรกิจได้อย่างไร

 

1. ลดการสื่อสารที่ซับซ้อนภายในทีม

จากสถิติพบว่าการสื่อสารที่ซับซ้อนภายในทีม จะลดประสิทธิภาพการทำงานถึง 86% ทำให้เสียเวลางานโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นการใช้ระบบ Cloud ในการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ จึงช่วยลดการสื่อสารในประเด็นที่ไม่จำเป็นได้

ยกตัวอย่างเช่น การขอไฟล์ข้อมูล ถ้าหากถูกจัดเก็บใน Cloud ซึ่งสมาชิกในทีมสามารถเข้าถึงไฟล์นั้นๆได้ ก็จะสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้ทันที ไม่ต้องผ่านกระบวนการสื่อสารที่ซับซ้อนโดยเปล่าประโยชน์ เป็นต้น

โดย นิตยสาร Forbes ได้สำรวจธุรกิจเกี่ยวกับการใช้ Cloud Computing ในการทำงาน พบว่าธุรกิจกว่า 64% ที่ใช้ระบบ Cloud นั้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน โดยทีมสามารถจัดการภาระงาน (Task) ได้อย่างดีและรวดเร็วมากขึ้น

 

2. ปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวคิด Lean Management

Lean Thinking หรือ Lean Management เป็นอีกหนึ่งแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เน้นการสร้าง ประสิทธิภาพและผลประโยชน์ให้กับองค์กร ด้วยคุณภาพที่สูงสุด (Quality) ต้นทุนที่ตำ่ที่สุด (Cost) และระยะเวลาการผลิตที่สั้นที่สุด (Delivery)

โดย Cloud Computing เข้ามีบทบาททั้งการเพิ่มคุณภาพการทำงานผ่านการลดการสื่อสารที่ซับซ้อน ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการทำธุรกิจ อย่างการจ้าง Outsoucre และทำงานผ่านระบบ Cloud แทนการจ้างพนักงานประจำเพิ่ม รวมถึงลดระยะเวลาการผลิต ยกตัวอย่างเช่น การนำระบบ FaaS มาช่วยฝ่าย Deverloper ในการทำงานลดระยะเวลาในการทดสอบ Code เป็นต้น

 

3. สนับสนุนเทรนด์ Bring Your Own Device

 

Bring Your Own Device (BYOD) กำลังเป็นกระแสที่มาแรงในการทำธุรกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทกว่า 87%ให้ทีมเลือกใช้เครื่องมือในการทำงานด้วยตัวเอง เพื่อแก้ไขปัญหาการทำงานในระบบที่ตัวเองไม่ถนัด เช่น บางคนถนัดใช้ Mac OS หรือบางคนถนัดใช้ Microsoft Windows ซึ่งหากทีมสามารถใช้ระบบที่ตัวเองถนัด จะช่วยทำให้การทำงานรวดเร็วมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้ระบบใหม่

โดยระบบ Cloud Computing เข้ามาเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างอุปกรณ์ในทุกระบบ ส่งผลให้ไม่ว่าสมาชิกในทีมจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ต่างกัน แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกัน

 

4. Remote Working เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

 

Remote Working หรือการทำงานที่ไหนก็ได้ เป็นรูปแบบการทำงานที่หลายบริษัทเริ่มนำมาปรับใช้ ซึ่งจากการสำรวจของ Airtasker พบว่าการทำงานแบบ Remote Working จะช่วยลดความเครียดให้กับทีม

โดยการทำ Remote Working มีแนวโน้มที่จะเป็นเทรนด์สำคัญแห่งอนาคต ซึ่ง Cloud จะเข้ามามีบทบาทในการเป็นสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่างทีม ทำให้ทีมสามารถเข้าถึงข้อมูลในการทำงานได้ โดยไม่ต้องเข้าบริษัท ช่วยทำให้การทำงานแบบ Remote Working เป็นไปได้จริงและมีประสิทธิภาพ

 

 

5. ลดต้นทุนในการจัดการทีม

Productivity ในการทำธุรกิจ นอกเหนือจากด้านการทำงานของทีมแล้ว การจัดการต้นทุนให้คุ้มค่า ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนถึงคุณภาพของธุรกิจ โดยการใช้ Cloud Computing ช่วยลดต้นทุนในการจัดการ ทั้งในด้านข้อมูล การจัดระเบียบองค์กร จนไปถึงทำการงานแบบอัตโนมัติขั้นสูง (Advance Automation) เช่น การจัดการเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบความปลอดภัย เป็นต้น

 

Summary

Cloud Computing เป็นอีกหนึ่งระบบที่มีแนวโน้มสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ เพราะนอกจากความสะดวกในการใช้งานแล้ว ระบบดังกล่าวยังเอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจอีกด้วย ทั้งการทำ Lean Managemet และการ Scale Up ผ่านคอนเซปต์อย่าง Remote Working สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา:

“Wellness Tech” ตอบโจทย์เทรนด์ธุรกิจใหม่ เมื่อคนหันมาใส่ใจสุขภาพ

Posted on by admin_beacon_2024

Wellness Tech เป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจสำหรับสายสตาร์ทอัพทั้งในไทยและต่างประเทศ ทั้งแนวโน้มทางการตลาด พฤติกรรมของคน และการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยจาก ผลสำรวจพบว่าคนไทยกว่า 45.39% หันมาใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น ทั้งด้านการออกกำลังกายและด้านการบริโภคอาหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ Wellness Tech ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการประกอบธุรกิจ

 

Wellness Tech คืออะไร

Wellness Tech คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และสังคม โดยเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้ตั้งแต่ด้านการเมืองไปจนถึงการทำธุรกิจ เช่น การดูแลสุขภาพของประชาชนทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ หรือการทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพเช่น วิตามินและอาหารเสริม เป็นต้น

โดยรูปแบบของ Wellness Tech สามารถแบ่งออกเป็นได้ 8 ประเภทดังนี้

 

8 รูปแบบ Wellness Tech

1. อาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage)

อาหารและเครื่องดื่มถือเป็น Wellness Tech ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่คำนึงถึงสุขภาพจากการบริโภค ทั้งการลดอาหารที่ไม่มีประโยชน์และเลือกบริโภคแต่ที่ดีต่อร่างกาย เช่น อาหารออร์แกนิก (Organic) หรือ พืชประเภท Non-GMO เป็นต้น

ยกตัวอย่างสตาร์ทอัพสาย Food & Beverage เช่น Daily Harvest ที่ให้บริการด้านการจัดจำหน่ายวัตถุดิบและอาหารแบบออร์แกนิก พร้อมการจัดส่งถึงหน้าบ้าน เป็นต้น

2. วิตามินและอาหารเสริม (Vitamins & Supplement)

วิตามินและอาหารเสริม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีสตาร์ทอัพอย่าง Care/of ได้พัฒนารูปแบบธุรกิจ โดยการคัดเลือกวิตามินที่เหมาะสมของแต่ละบุคคล (Personalized) ผ่านการทำแบบสอบถาม จากนั้นจึงวิเคราะห์และนำเสนอวิตามินที่เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละคน

นอกจาก Care/of แล้ว ในไทยเองก็มี Vitaboost สตาร์ทอัพที่มีบริการดูแลสุขภาพด้วยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมส่งวิตามินให้กับผู้บริโภคแบบ Home Service ซึ่งลูกค้าไม่ต้องเลือกวิตามินเอง แต่ทาง Vitaboost จะเลือกวิตามินที่ดีและตรงตามความต้องการของร่างกายลูกค้ามาให้ถึงบ้าน

 

3. โภชนาการอาหารเพื่อการออกกำลังกาย (Active Nutrition)

สำหรับโภชนาการอาหารเพื่อการออกกำลังกาย เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อผู้ชื่นชอบการออกกำลังกาย ซึ่งมีความต้องการอาหารเสริมทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย ทั้งในด้านการสร้างกล้ามเนื้อ หรือเพิ่มการเผาผลาญให้กับร่างกาย โดยสตาร์ทอัพที่เข้ามามีบทบาทในด้านนี้ คือ Foodspring ซึ่งพัฒนาอาหารเสริม ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ออกกำลังกาย เช่น อาหารเสริมเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เป็นต้น

4. เทคโนโลยีทางโภชนาการ (Nutrition Tech)

เทคโนโลยีทางโภชนาการส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่ออกแบบระบบโภชนาส่วนบุคคล เพื่อให้รูปแบบการบริโภคเหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ยกตัวอย่างเช่น Viome บริษัทที่นำข้อมูลด้านชีวเคมีของลูกค้า มาวิเคราะห์เพื่อแนะนำเรื่องการควบคุมอาหาร เป็นต้น

5. ฟิตเนส (Fitness)

ฟิตเนสกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากเปิดบริการให้คนมาออกกำลังกายแล้ว ยังมีสตาร์ทอัพหลายรายที่เล็งเห็นช่องทางในเทรนด์นี้ อย่าง JAXJOX สตาร์ทอัพที่พัฒนาอุปกรณ์ออกกำลังกาย ด้วยแนวคิด Home Gym and Fitness Studio ผ่านระบบคำนวณความแข็งแรง และการวางโปรแกรมการฝึกเพื่อให้ทุกคนสามารถเล่นฟิตเนสได้อย่างมีประสิทธิภาพจากที่บ้าน

6. การนอนหลับ (Sleep)

การนอนหลับให้เพียงพอเป็นหนึ่งปัจจัยที่เสริมคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น โดยมีหลายบริษัทที่เข้ามาลงทุนในด้านนี้ เช่น Sleepace สตาร์ทอัพที่นำเสนอเทคโนโลยีด้านการนอนหลับ เพื่อให้ผู้คนนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ด้วยเทคโนโลยีอย่าง Sleep Dot ที่ตรวจจับการนอน ทั้งการเคลื่อนไหวและอัตราการเต้นของหัวใจ หรือ NOX ที่ตรวจจับสภาพแวดล้อมภายในห้องนอน และสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมต่อการนอนหลับ เป็นต้น

7. สุขภาพจิต (Mental Wellness)

สุขภาพของจิตใจเป็นหนึ่งธุรกิจที่ได้มีความน่าสนใจ ทั้งจากไทยและต่างประเทศ โดยในไทยมีสตาร์ทอัพที่ช่วยให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง OOCA หรือต่างประเทศก็มีแอปพลิเคชันที่ช่วยฝึกสมาธิอย่าง Head Space หรืออุปกรณ์ติดตามอารมณ์อย่าง Woe Bot เป็นต้น

8. การท่องเที่ยวและบริการเชิงสุขภาพ (Travel & Hospitality)

สำหรับการท่องเที่ยวและการบริการในที่นี้หมายถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เช่น การจัดโปรแกรมดูแลออกกำลังกาย พร้อมกับพักผ่อนในสถานที่ต่างๆ หรือในไทยเองก็มีการท่องเที่ยวโดยผนวกกับศาสตร์อย่างการนวดแผนไทย นวดผ่อนคลาย เป็นต้น

 

แนวโน้มของ Wellness Tech ในอนาคต

Wellness Tech เป็นที่พูดถึงมากขึ้นหลังจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) จัดตั้ง รัฐมนตรีกระทรวงความสุข ซึ่งมีนโยบายมุ่งเน้นการสร้างและรักษาความสุขของคนในประเทศ นอกจาก UAE แล้ว ทางสหภาพยุโรป (EU) ได้มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผลักดันความสุขและความสมบูรณ์ของประชาชนอีกด้วย (Economy of Wellbeing)

สำหรับด้านธุรกิจ Wellness Tech ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2019 มี Startup 97 ราย ได้รับการลงทุนมากกว่า 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท โดยจากการคาดการณ์ ระหว่างปี 2020-2025 อุตสาหกรรมด้าน Wellness Tech จะเติบโตขึ้น 5.29% ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 180 ล้านล้านบาท

 

Wellness Tech กับโอกาสของ Startup ชาวไทย

ไม่เพียงแต่ Startup ต่างประเทศเท่านั้น สำหรับประเทศไทย Wellness Tech มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นเพื่อสอดรับกับสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) โดยทาง Ruckdee Consultancy ได้เผยข้อมูลว่าประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของคนสูงอายุมากเป็นอันดับ 3 ของโลก คิดเป็น 15.8% ของประชากร และมีโอกาสเพิ่มสูงถึง 37.1% ในปี 2050

สิ่งที่ยืนยันถึงโอกาสอันใกล้ของ Wellness Tech คือ มูลค่าของตลาดอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3.4% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 5 ปี (2014-2018) ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 190,219 ล้านบาท หรือในส่วนของการท่องเที่ยวแบบ Wellness Tourism ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องปีละ 7% ในช่วงปี 2013-2015 หรือกว่า 3.2 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับที่ 13 ของโลก

จากสถิติทั้งหลายที่กล่าวมาถือเป็นสัญญาณที่ดี ในการลงทุนด้าน Wellness Tech ทั้งมูลค่าทางการตลาดและแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ Startup สร้างนวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาด

Summary

เมื่อสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ Wellness Tech จึงเข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของผู้คน และสร้างโอกาสให้กับสตาร์ทอัพในการทำธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่อวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งทั้งมูลค่าของตลาดที่เพิ่มขึ้นและการสนับสนุนจากภาครัฐ เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าอนาคตของ Wellness Tech สดใสอย่างแน่นอน

ที่มา:

5 ประโยชน์ของระบบ AI กับการประยุกต์ใช้ในธุรกิจ

Posted on by admin_beacon_2024

ในปัจจุบันระบบ AI เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยจากการคาดการณ์พบว่า ในปี ค.ศ. 2027 มูลค่าตลาด AI จะเพิ่มขึ้นถึง 267 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 8 แสนล้านบาท โดยในบทความนี้ KATALYST จะพาคุณลงลึกเรื่อง AI ว่ามีประโยชน์อย่างไรในการทำธุรกิจ

 

ทำความเข้าใจ AI เบื้องต้น

AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ คือ เทคโนโลยีด้านระบบการประมวลผลที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูล ทั้งเรียนรู้ชุดคำสั่งและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นของ AI ทำให้สามารถนำมาต่อยอดและพัฒนาธุรกิจ ทั้งในด้านการบริหารจัดการและการตลาดได้

สำหรับรูปแบบการทำงานของ AI มีการเชื่อมโยงองค์ประกอบซ้อนกันหลายอย่างทั้ง Machine Learning และ Deep Learning โดยแต่ละองค์ประกอบมีรายละเอียดดังนี้

  • Machine Learning คือ การทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยใช้ข้อมูลเป็นสื่อการเรียนรู้ ซึ่งจะเน้นไปที่การจดจำลักษณะเด่นเพื่อจำแนกความแตกต่างของข้อมูลเป็นหลัก
  • Deep Learning คือ การเรียนรู้ของระบบคอมพิวเตอร์ผ่านการจำลองรูปแบบการประมวลผลของสมองมนุษย์ โดยใช้โครงข่ายคล้ายกับเซลล์ประสาทในการกรองข้อมูลเชิงลึก ซึ่งสามารถคาดการณ์และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้อีกด้วย

โดยองค์ประกอบของ AI ยังสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทตามรูปแบบของกระบวนการนำ AI มาใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น

  • Natural Language Processing: NLP คือ การทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและประมวลผลภาษามนุษย์ ทั้งรูปแบบตัวอักษรและเสียงพูด โดยตัวอย่างการใช้ NLP ในธุรกิจ เช่น Siri ของ Apple หรือ Alexa ของ Amazon เป็นต้น
  • Computer Vision คือ การทำให้คอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเพื่อจำแนกความแตกต่าง อย่างตำแหน่งที่ตั้งหรือลักษณะของวัตถุในภาพ โดยตัวอย่างธุรกิจที่นำ Computer Vision มาปรับใช้ เช่น Waymo ที่สร้างรถบรรทุกอัจฉริยะไร้คนขับเพื่อขนส่งสินค้าของบริษัท Google เป็นต้น
  • Robotics คือ การออกแบบและพัฒนาเครื่องกลหรือหุ่นยนต์ให้สามารถตอบโจทย์การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างการใช้ Robotics ในธุรกิจ เช่น หุ่นยนต์ในสายการผลิตอุตสาหกรรม และ Drone สำหรับขนส่งสินค้า เป็นต้น
  • Expert System คือ การสร้างความชำนาญเฉพาะทางให้กับระบบคอมพิวเตอร์ โดยป้อนข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญให้กับระบบ เพื่อให้ AI สามารถทำงานแทนผู้เชี่ยวชาญได้ เช่น ระบบซื้อขายหุ้น หรือ ระบบวินิจฉัยโรค เป็นต้น

5 ประโยชน์ของ AI กับการใช้งานในทางธุรกิจ

 

1. AI ช่วยให้การทำ Personalized Marketing แม่นยำมากขึ้น

การทำ Personalized Marketing คือ การทำการตลาดที่ออกแบบเฉพาะบุคคล จากประสบการณ์ของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย และด้วยคุณสมบัติของ AI ในการประมวลผลและคาดการณ์ข้อมูล ทำให้การทำการตลาดแบบ Personalized Marketing นั้นแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างการใช้ AI ในการทำ Personalized Marketing จะเห็นได้จาก Starbucks โดย Startbucks นั้นเริ่มใช้ AI เพื่อเสนอส่วนลดให้กับสมาชิกผ่าน E-mail โดยสินค้าที่มีส่วนลดจะเป็นเมนูที่ใกล้เคียงกับเมนูที่ลูกค้าสั่งประจำ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความชอบของลูกค้า ซึ่งการส่งส่วนลดในเมนูที่ลูกค้าชอบ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าที่ Starbucks

2. สำรวจพฤติกรรมลูกค้าผ่านระบบ Facial Recognition

Facial Recognition เป็นหนึ่งในประโยชน์ของ AI โดยระบบดังกล่าวคือ ความสามารถในด้าน Computer Vision ซึ่งสามารถจดจำใบหน้าของมนุษย์ หรือจำแนกและสำรวจตำแหน่งของสิ่งของภายในพื้นที่ได้ โดยการนำ Facial Recognition มาปรับใช้ในธุรกิจ ช่วยให้การสำรวจพฤติกรรมของลูกค้านั้นแม่นยำมากขึ้น จะเห็นได้จากกรณีศึกษาของ Walmart ที่เปลี่ยนร้านค้าธรรมดา ให้เป็นร้านค้าแห่งอนาคตด้วย AI

Walmart นำ AI เข้ามาใช้ในการจัดการร้านค้า โดยเฉพาะระบบ Facial Recognition ซึ่งระบบดังกล่าวทำงานโดยการจดจำใบหน้าลูกค้า จากนั้นจึงติดตามพฤติกรรมของลูกค้าภายในร้าน เช่น เมื่อลูกค้าหยิบขนมปังออกจากชั้นวางจนหมด ระบบจะแจ้งเตือนพนักงานให้มาเติมขนมปังบนชั้นวาง ซึ่งช่วยลดการเสียโอกาสในการขายสินค้า ในกรณีที่สินค้าหมด เป็นต้น

 

3. Robotics อนาคตแห่งการขนส่งสินค้า

การใช้งาน Robotics หรือหุ่นยนต์ในธุรกิจนั้นมีมานานแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคการผลิตเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันการใช้งานหุ่นยนต์มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น ผ่านการป้อนคำสั่งในส่วนของ Machine Learning โดยเฉพาะในด้านขนส่งสินค้า (Delivery Robot) ซึ่งมีหลายแบรนด์เริ่มต้นใช้งานจริงแล้วอย่าง JD.Com

โดยในกรณีของ JD.Com สิ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขาเป็นธุรกิจ E-Commerce เจ้าใหญ่ในประเทศจีน ซึ่งการขนส่งสินค้าบางครั้งเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากภูมิประเทศที่ไม่อำนวย ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการขนส่งที่นานขึ้น ดังนั้นการใช้โดรนขนส่งสินค้าจึงเป็นทางออกของปัญหาดังกล่าว ซึ่งช่วยลดระยะเวลาจากเดิม 2 ชั่วโมงให้เหลือเพียงแค่ 20 นาที เท่านั้น

 

4. AI ตัวช่วยจัดการปัญหาคลังสินค้า

ในบางธุรกิจที่มีสินค้าในคลังจำนวนมาก อาจจะไม่รู้ว่าสินค้าไหนมีประสิทธิภาพ หรือสินค้าไหนที่ไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้น AI จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหาคลังสินค้า ด้วยระบบการวิเคราะห์ข้อมูล คลังสินค้า ซึ่งทาง H&M ได้นำ AI มาแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 หมื่น 2 พันล้านบาท

H&M ประสบปัญหาด้านคลังสินค้า เนื่องจากพวกเขามักมีสินค้าที่ขายไม่ออกจนทำให้ต้องนำสินค้ามาลดราคาเพื่อระบายสินค้าออก ซึ่งจากการใช้ AI วิเคราะห์จึงพบว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สินค้าขายไม่ออก คือ พวกเขามีกลยุทธ์ในการวางสินค้าที่คล้ายคลึงกัน 4,288 สาขาทั่วโลก

หลังจากทราบปัญหาดังกล่าว H&M จึงใช้ระบบ AI ในการทำ Localization ผ่านการ วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าในแต่ละสาขา เพื่อจัดวางสินค้าให้ตรงตามความต้องลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น ร้าน H&M สาขา Stockholm พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และสินค้าที่ราคาแพงมักขายได้มากกว่าสินค้าราคาถูก ซึ่งการพบ Insignt ของลูกค้าจะช่วยลดปัญหาสินค้าไม่ตอบโจทย์ลูกค้าในที่สุด

 

5. AI กับการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ลูกค้า

การวิจัยและพัฒนาสินค้า (Research and Development) เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดย AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัย เพื่อนำไปพัฒนาให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในตัวอย่างการพัฒนาสินค้าด้วย AI ที่น่าสนใจมาจากแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Coca Cola

Coca Cola ใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า และนำข้อมูลมาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าในที่สุด โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจาก AI คือ Cherry Sprite ซึ่งข้อมูลในการผลิตสินค้า ได้มาจากการวิเคราะห์พฤติกรรมของวัยรุ่นในการกดน้ำดื่ม ซึ่งลูกค้ามักจะผสมรสชาติน้ำดื่มเอง โดย AI ได้นำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และคาดการณ์ส่วนผสม จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ Cherry Sprite ในที่สุด

 

Summary

ประโยชน์ของ AI ในการทำธุรกิจมีหลายด้าน ทั้งในด้านการทำการตลาด ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจพฤติกรรมลูกค้ามากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งใช้ AI เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาภายในร้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับธุรกิจ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีเทคโนโลยีอีกมากที่ช่วยพัฒนาธุรกิจอย่าง Blockchian และ Big Data ที่พร้อมเป็นส่วนเติมเต็มให้ธุรกิจพัฒนาอย่างยั่งยืน

Entrepreneurship พัฒนาแนวคิดแบบผู้ประกอบการ ฉบับ Startup

Posted on by admin_beacon_2024

สำหรับคุณแล้ว การจะเป็นผู้บริหารธุรกิจที่ดีได้นั้น จะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?

ในบทความนี้เราจะพูดถึงหนึ่งในคุณสมบัติที่จะช่วยนำพาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จที่มีขื่อว่า Entrepreneurship สิ่งนี้คืออะไร? และเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจอย่างไร? หาคำตอบได้ที่นี่!

 

Entrepreneurship สำคัญอย่างไรต่อการทำธุรกิจ

Entrepreneurship คือ ความเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งแสดงออกผ่านแนวความคิดและการกระทำของแต่ละบุคคล โดยคนที่มีความเป็นผู้ประกอบการมักจะมี Entrepreneurial Mindset หรือแนวคิดของผู้ประกอบการอยู่ภายในตัว

แล้วแนวคิดของผู้ประกอบการมีลักษณะอย่างไร?

  • มี Leadership สูง เป็นผู้นำในการตัดสินใจได้อย่างดีเยี่ยม
  • มองภาพรวมธุรกิจได้รอบด้าน มีแผนการรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเสมอ
  • มีความกล้าในการสร้างสรรค์นวัตกรรม
  • มองเห็นโอกาสในการต่อยอดในการสร้างธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม “คนที่มี Entrepreneurship ไม่จำเป็นต้องเป็นนักธุรกิจธุรกิจเสมอไป ใครๆ ก็สามารถมีได้แม้ไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง” ยกตัวอย่างเช่นพนักงานบริษัท ถ้าหากมีแนวคิดดังกล่าวก็สามารถแก้ไขปัญหา สร้างคุณค่าให้กับองค์กร และกลายเป็นคนที่มีคุณภาพภายในองค์กรนั้นๆ ได้เช่นเดียวกัน

 

ตัวอย่าง Entrepreneurship จาก 3 Founder แห่ง AirBnB

Nathan BlecharczykBrian Chesky และ Joe Gebbia สามผู้ก่อตั้ง AirBnB คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการมี Entrepreneurship อยู่ในตัว และนำมาปรับใช้จนสามารถสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกได้ โดยพวกเขาหาโอกาสและพัฒนาไอเดียจากรูปแบบธุรกิจบริการที่พักอาศัยอย่างโรงแรม สู่การเปลี่ยนพื้นที่ว่างภายในห้องพักให้สามารถทำเงินได้ด้วยตัวเอง

เดิมทีธุรกิจห้องพักมักจะอยู่ในรูปแบบของโรงแรม หรืออพาร์ทเมนต์ แต่พวกเขาสามารถมองเห็นโอกาสในการเปิดให้นำพื้นที่ว่าง หรือห้องว่างมาเพื่อเป็นที่พักอาศัยได้ ผ่าน Platform ของพวกเขา

ซึ่งในปัจจุบัน AirBnB มี Host กว่า 4,000,000 รายที่เปิดให้บริการที่พักภายใน Platform

AirBnB จึงสามารถเริ่มธุรกิจโรงแรมของตัวเองได้ โดยแทบจะไม่ต้องลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเอง เพียงแค่มองหาโอกาส ใช้ความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์กับลูกค้าเท่านั้น

เรามาดูตัวอย่างการใช้ Entrepreneurship เพื่อบริหารธุรกิจจาก Founder ทั้ง 3 นี้กัน

  • จุดเริ่มต้นของธุรกิจที่เริ่มต้นมาจากมุมมองที่แตกต่าง

จุดเริ่มต้นของ AirBnB เริ่มต้นจากปัญหาที่ Brian Chesky และ Joe Gebbia นั้นประสบปัญหาด้านค่าเช่าที่พักในปี 2007 จึงทำการแบ่งพื้นที่ภายในบ้านพักของตัวเองเพื่อเปิดให้คนอื่นมาเช่าพักเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียน

หลังจากที่มีคนมาเช่า พวกเขากลับได้ไอเดีย และชักชวน Nathan Blecharczyk เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ และต่อยอดมันขึ้นมาจนกลายเป็น AirBnB ขึ้น

แต่หนทางสู่ความสำเร็จนั้น กลับไม่ได้เรียบง่ายเหมือนไอเดียที่วางไว้

การเปิดตัวในปี 2008 ผลตอบรับของ AirBnB ไม่ได้ดีตามคาด ด้วยอคติจากนักลงทุนที่ว่า “ทำไมถึงต้องยอมให้คนแปลกหน้าเข้ามาพักภายในบ้านของตัวเอง”

จนกระทั่งไอเดียของพวกเขาก็เข้าตา Paul Graham ผู้ก่อตั้ง Y Combinator ทำให้พวกเขาสามารถระดมทุนจำนวนมหาศาล และกลายเป็น AirBnB อย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้

Note: Y Combinator คือ Startup Accerelator ที่คอยให้สนับสนุนเพื่อ “เร่ง” อัตราการเติบโตและเพิ่มมูลค่าธุรกิจ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ที่ทำให้ Dropbox และ AirBnB ประสบความสำเร็จในทุกวันนี้

  • มองเห็นภาพรวมธุรกิจได้รอบด้าน และมีแผนการรองรับความเสี่ยง

อย่างที่หลายๆ คนทราบกันดี ในช่วงปีที่ผ่านมาการระบาดของ COVID-19 นั้นได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปยังธุรกิจท่องเที่ยว และการโรงแรม ซึ่งรวมถึง AirBnB ด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ Brian Chesky จึงตัดสินใจปรับ Service ของแอปพลิเคชันให้ตอบโจทย์กับสถานการณ์มากขึ้น โดยการให้บริการ Online Experience เช่น ท่องเที่ยวปารีส ชมคอนเสิร์ต หรือแม้แต่การเรียนทำอาหารผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด

ทำให้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2020 สามารถกลับมาทำกำไรได้ หลังจากที่ขาดทุนมาตลอดทั้งปี

รวมไปถึงการตัดสินใจนำ AirBnB เข้าสู่ IPO ท่ามกลางภาวะวิกฤตทั้งที่ใครๆ ก็บอกว่าเสี่ยง แต่ Brian Chesky กลับประเมินว่า หากสามารถฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ จะสามารถกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อีกครั้ง

ผลจากการตัดสินใจเข้า IPO นี้ ทำให้หุ้นของ AirBnB ราคาขึ้นกว่า 2 เท่าภายในวันแรกที่เปิดตัว (ราคาเดิมอยู่ที่ 68 ดอลลาร์ ปิดตลาดในวันแรกที่ราคา 144.71 ดอลลาร์ หรือประมาณ 4,452 บาท) และได้รับการจัดอันดับให้เป็นหุ้นในกลุ่มชั้นเยี่ยม

ปัจจุบันมีนักลงทุนได้ทำการประเมินว่า ภายในปี 2024 มูลค่ากิจการของ AirBnB จะสามารถแซงหน้ากิจการโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Marriott International ที่ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทได้

นี่คือสิ่งที่สะท้อนถึงการมี Entrepreneurship อยู่ในตัวของ Brian Chesky ผ่านการเลือกวิธีแก้ไขปัญหาที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบธุรกิจเดิม ในเมื่อผลิตภัณฑ์ไม่สามารถสร้างรายได้ แทนที่จะจมกับปัญหา เขาเลือกสร้างสินค้าใหม่แต่ยังคงเอกลักษณ์เดิมไปพร้อมกับมองหาเส้นทางในอนาคตของแบรนด์ไปพร้อมๆ กัน

แนวทางการพัฒนา Entrepreneurship ในตัวเอง

1. มองให้เห็นโอกาสที่อยู่รอบตัว

“โอกาสอยู่รอบตัว” ประโยคนี้ไม่ได้เป็นคำกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด การหมั่นสังเกตสิ่งรอบตัวจะช่วยให้เรามองเห็นปัญหาและโอกาสที่ซุกซ่อนอยู่รอบตัว ซึ่งคนที่มีแนวคิดผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักหยิบปัญหาที่เจอ มาแก้ไขและสร้างโอกาสในการทำธุรกิจต่อไป

ยกตัวอย่างกรณีของแอปพลิเคชันเรียกรถโดยสารสาธารณะชื่อดังอย่าง UBER

สำหรับต่างประเทศนั้น ในวันที่มีหิมะตกหนักจะทำให้หารถแท็กซี่นั้นยากมาก ซึ่ง Garrett Camp กับ Travis Kalanick นั้นก็ประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน

จึงเป็นเหตุให้พวกเขาได้ไอเดียว่า “จะดีแค่ไหนถ้าสามารถเรียกรถโดยสารสาธารณะด้วยโทรศัพท์มือถือจากที่ไหนก็ได้?” และจึงนำแนวคิดนี้มาพัฒนาแอปพลิเคชัน ทำให้ UBER ถือกำเนิดขึ้น

จากโอกาสเล็กๆ ที่มองเห็นจากปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว จึงทำให้ UBER ประสบความสำเร็จอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

2. คิดแตกต่าง

ไม่เพียงแค่หมั่นสังเกตเท่านั้น แต่ Entrepreneurship ต้องคิดต่างจากคนอื่นด้วย หากทุกคนคิดเหมือนกันหมด ธุรกิจหรือนวัตกรรมก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง ซึ่งการฝึกความคิดต่างสามารถทำได้ด้วยการตั้งโจทย์จากคนรอบตัว คอยดูว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไร จากนั้นจึงลองศึกษาโจทย์ให้รอบด้านมากขึ้น และมองหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ ก็จะช่วยฝึกนิสัยการคิดต่างได้

ยกตัวอย่างเช่น Nikos Scarlatos CEO ของ PARKGENE สตาร์ทอัพจากประเทศกรีซ ที่มองการแก้ไขปัญหาที่จอดรถไม่พอแตกต่างจากคนอื่น คนส่วนใหญ่เมื่ออยากทำธุรกิจเกี่ยวกับที่จอดรถ มักจะสร้างลานจอดรถ แต่เขามองต่าง เขามองว่าพื้นที่จอดรถนั้นมีอยู่เต็มไปหมด ขึ้นอยู่กับว่าจะจอดรถได้หรือเปล่า

ดังนั้นเขาจึงสร้าง PARKGENE แอปพลิเคชันให้เช่าที่จอดรถ เปลี่ยนพื้นที่ว่างภายในบ้านให้กลายเป็นที่จอดรถ ในรูปแบบ Peer-to-Peer นอกจากนี้ Nikos ยังพัฒนาธุรกิจให้แตกต่างด้วย Blockchain โดยสร้างเหรียญ PARKGERE ให้คนที่ใช้แอปพลิเคชันนั้นใช้ชำระค่าบริการ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทั้งด้านธุรกิจและในตลาด Cryptocurrency

3. กล้าเผชิญกับอุปสรรค

การทำธุรกิจมักมาพร้อมกับอุปสรรคเสมอ ดังนั้นคนที่ต้องการพัฒนา Entrepreneurship เมื่อเจออุปสรรคไม่ควรหนีปัญหา แต่ควรหาทางรับมือและแก้ไขปัญหาเพื่อให้ผ่านอุปสรรคไปได้ ซึ่งการเผชิญอุปสรรคบ่อยครั้งจะช่วยฝึกความคิดสร้างสรรค์และฝึกทักษะในการแก้ไขปัญหาไปในตัว

ยกตัวอย่างเช่น Steve Jobs หลังจากโดน Apple บริษัทที่เขาก่อตั้งไล่ออกในปี 1985 แต่ด้วยความเป็นผู้ประกอบการในตัว เขาไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค โดยเขาก่อตั้ง NeXT บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยขึ้น ซึ่งสุดท้ายในปี 1997 หลังจาก Apple ประสบปัญหาทางการเงิน พวกเขาต้องยอมซื้อบริษัท NeXT เพื่อดึงตัว Steve Jobs กลับไปบริหารเหมือนเดิม

4. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน

การตั้งเป้าหมายมีไว้เพื่อให้สำรวจตัวเองว่าพัฒนามากขึ้นแค่ไหน หากเป้าหมายในการทำธุรกิจหรือการดำรงชีวิตชัดเจน จะช่วยเสริมความมั่นใจระหว่างทาง และเป็นเครื่องยืนยันว่าเส้นทางที่เลือกเดินนั้นถูกต้องแล้วโดยการตั้งเป้าหมายสามารถฝึกได้ง่ายๆ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆในชีวิตประจำวัน อย่างการตั้งเวลาตื่นนอนหรือการออกกำลังกาย เป็นต้น

หากจะยกใครสักคนเป็นตัวอย่างในการฝึกตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน คงหนีไม่พ้น Elon Musk เพราะชายคนนี้เป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับเป้าหมายจนนำมาปรับใช้ในธุรกิจ อย่างล่าสุดที่เขามีเป้าหมาย ในการช่วยเหลือมนุษยชาติ จนเกิด SpaceX ธุรกิจที่ศึกษาด้านอวกาศ รวมถึงการพัฒนาบริษัทด้านพลังงานสะอาดอย่าง Tesla และ Solarcity ที่ช่วยลดการปล่อยมลภาวะ ยืดอายุโลกใบนี้ให้นานยิ่งขึ้น

5. ฝึกการตัดสินใจให้เด็ดขาด

การฝึกตัดสินใจถือเป็นหัวใจสำคัญของ Entrepreneurship เนื่องจากการทำธุรกิจนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินใจ ซึ่งการตัดสินใจส่วนใหญ่มักไม่มีโอกาสให้แก้ตัวเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นความเด็ดขาดจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สนับสนุนการตัดสินใจ เพราะถ้าตัดสินใจผิดก็ต้องพร้อมรับมือและแก้ไข ไม่มีลังเลหรือเสียใจที่ตัดสินใจพลาดไป มีแต่การเดินหน้าแก้ไขปัญหาเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น Ben Horowiz นักลงทุนและผู้เขียนหนังสือ “The Hard Thing About Hard Things: Building a Business When There Are No Easy Answers” หนังสือที่เล่าประสบการณ์การตัดสินใจที่ยากในการทำธุรกิจหลายครั้ง ทั้งการปลดพนักงานเพื่อพยุงบริษัทที่ใกล้ล้มละลาย หรือการเลือกขายหุ้นบริษัท Loudcloud เพื่อช่วยให้บริษัทรอดพ้นในวิกฤต Dot Com

โดยในการตัดสินใจแต่ละครั้งของ Ben Horowiz มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ เขาพร้อมรับมือกับผลตอบรับในการตัดสินใจเสมอ ไม่ว่าการสร้างความเชื่อมั่นใจกับพนักงานที่ยังอยู่ หรือการตระเวนขายหุ้นเพื่อให้บริษัทอยู่รอด โดยเขาได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับทักษะจำเป็นต่อประสบความสำเร็จของธุรกิจ คือ “ความสามารถในการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด ในสถานการณ์ที่ทุกทางเลือกนั้นล้วนเลวร้ายไปซะหมด”

 

Summary

Entrepreneurship หรือแนวคิดของผู้ประกอบการ เป็นสิ่งที่เสริมศักยภาพของภายในบุคคล ทั้งคนที่มีและไม่มีธุรกิจของตัวเอง หากแนวคิดนี้มีในนักธุรกิจก็จะสร้างธุรกิจที่แตกต่างหรือมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา แต่ถ้าอยู่ในพนักงาน คนคนนั้นก็จะกลายเป็นคนสำคัญขององค์กร

สำหรับใครที่พบว่าตัวเองไม่มีลักษณะของ Entrepreneurship ก็อย่าเสียใจไป เพราะแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ ขอแค่เพียงตั้งใจ มีวินัย และลงมือทำอย่างจริงจัง ก็จะสามารถเพิ่มแรงผลักดันให้ไปสู่ความสำเร็จได้

ที่มา:

Beacon VC นำทัพลงทุนกับ Jitta สตาร์ทอัพไทยสร้าง WealthTech

Posted on by admin_beacon_2024

Beacon VC บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย ประกาศนำการลงทุนครั้งใหญ่มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาทกับ Jitta สตาร์ทอัพแถวหน้าของไทยผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการลงทุนให้ผู้ใช้งานจากทั่วโลก โดยเป็นการลงทุนระดับ Pre-Series A ของสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเวลานี้ ตั้งเป้าพัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะด้านการลงทุน ผลักดัน WealthTech ในประเทศไทยให้เติบโต และขยาย Jitta สู่ตลาดต่างประเทศ

นายธนพงษ์ ณ ระนอง (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด เปิดเผยว่า “Beacon VC เห็นแนวโน้มและศักยภาพในการเติบโตของตลาดในกลุ่มเทคโนโลยีการลงทุน (WealthTech) ซึ่งกำลังมีบทบาทและความสำคัญมากขึ้นในตลาดทั่วโลก ในยุคดอกเบี้ยต่ำเช่นในปัจจุบัน โดย Jitta ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างโดดเด่นที่สุด ด้วยอัลกอริทึมวิเคราะห์หุ้นที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าประทับใจได้ในระยะยาวและยังมีฐานผู้ใช้งานที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือผู้ก่อตั้งและทีมงานของ Jitta ที่มุ่งมั่นสร้างเทคโนโลยีเพื่อผู้ใช้งานอย่างแท้จริง”

“โซลูชั่นของ Jitta ที่พัฒนาขึ้น นับเป็นสตาร์ทอัพจำนวนน้อยรายในประเทศไทย ที่มีศักยภาพในการสเกลหรือขยายการบริการไปในตลาดต่างประเทศทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เรามั่นใจว่า Jitta สามารถเป็นบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติไทยที่จะก้าวขึ้นมาสร้างปรากฏการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและผลักดันให้วงการสตาร์ทอัพไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล”

Beacon VC ถือเป็นหนึ่งในกองทุน Venture Capital ไทยที่ลงทุนในสตาร์ทอัพมากที่สุดขณะนี้ โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการลงทุนไปแล้ว 5 บริษัททั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ Beacon VC มีนโยบายมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจของธนาคาร หรือส่งเสริมความสามารถในการให้บริการของธนาคารกสิกรไทย

การลงทุนครั้งนี้นับเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูงสุดสำหรับสตาร์ทอัพไทยในรอบการลงทุน Pre-Series A โดย Beacon VC ในฐานะผู้นำการลงทุนครั้งนี้จะสนับสนุนให้ Jitta ขยายและพัฒนาธุรกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อนำนวัตกรรมการลงทุนที่เข้าใจง่ายสะดวก และมีประสิทธิภาพมาช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวอย่างยั่งยืนให้กับนักลงทุนทุกกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายและความมุ่งมั่นของธนาคารกสิกรไทย

นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ (ที่ 3 จากขวา) ประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta เปิดเผยว่า “วิสัยทัศน์ของ Jitta คือช่วยให้นักลงทุนได้ประโยชน์สูงสุด เราจึงสร้างนวัตกรรมการลงทุนที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกเข้าถึงข้อมูลการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สร้างผลตอบแทนดี ด้วยวิธีการที่เรียบง่าย ดังนั้นการเข้าเป็นพันธมิตรกับ Beacon VC ที่ได้ให้การสนับสนุนทั้งเงินทุนและโอกาสทางธุรกิจครั้งนี้ จะช่วยให้ Jitta สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างนวัตกรรม ก้าวขึ้นเป็นผู้นำบริการด้าน WealthTech ได้ โดยเป้าหมายจากนี้เราจะขยายทีมพัฒนา เพื่อเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาต่อยอดนวัตกรรมอย่างเข้มข้นมากขึ้น พร้อมเปิดข้อมูลวิเคราะห์หุ้นให้ครบ 16 ประเทศ เพื่อครอบคลุม 95% ของหุ้นทั่วโลก รวมถึงเปิดบริการผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายตลาดไปยังประเทศสิงคโปร์และอินเดียในปีนี้”

Jitta เป็นสตาร์ทอัพแถวหน้าของไทย เป็นผู้นำด้าน WealthTech มีทีมงานพัฒนาที่แข็งแกร่งสร้างเทคโนโลยี Big Data วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจและความเหมาะสมในการลงทุนบนพื้นฐานการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) ตามหลักการของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ว่า

“ลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่เหมาะสม” ทั้งนี้ เทคโนโลยีจัดอันดับหุ้นน่าลงทุน Jitta Ranking ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนชนะดัชนีตลาด จึงถูกนำไปใช้ต่อยอดเป็นกลยุทธ์การลงทุนโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ เพื่อบริหารจัดการเงินให้นักลงทุนที่ต้องการ โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ เรายังเตรียมเปิดให้บริการ Jitta Wealth ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี ลงทุนในหุ้นตามการวิเคราะห์จัดอันดับของ Jitta Ranking เน้นลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการขอใบอนุญาตการจัดการกองทุนส่วนบุคคล จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยจะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่สองของปีนี้ ซึ่งมั่นใจว่า Jitta Wealth จะเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยอย่างมาก เพราะการใช้เทคโนโลยีทำให้สามารถบริหารกองทุนได้มีประสิทธิภาพสูงกว่า มีค่าบริหารจัดการต่ำกว่าเพียง 0.5% ต่อปี และเป็นธรรมแก่นักลงทุนมากที่สุด ด้วยการคิดค่าธรรมเนียมเพียง 10% ของกำไร อีกทั้งยังสร้างโอกาสและกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในประเทศไทย เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา สะดวกสบายตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนอย่างดีที่สุดด้วยบริการออนไลน์” นายตราวุทธิ์ กล่าวสรุป

ข้อมูลจากรายงาน BCG Global Asset Management 2561 สรุปมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การดูแล (assets under management) สุทธิทั่วโลกในปี 2560 ว่ามีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2,500 ล้านล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 12% โดยสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นประเทศที่มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลสูงสุด สำหรับประเทศไทยมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การดูแลสุทธิ 6 ล้านล้านบาท เติบโต 7.6% โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จึงทำให้มีความต้องการของการจัดการบริหารเงินทุนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในรูปแบบใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ (WealthTech) เพื่อความคุ้มค่า ลดความเสี่ยง และสร้างผลกำไรที่ดีกว่าในระยะยาว ซึ่งตรงกับแนวโน้มพฤติกรรมของนักลงทุนในปัจุบัน

ทำความรู้จัก Blockchain และทิศทางที่ส่งผลต่อธุรกิจในอนาคต

Posted on by admin_beacon_2024

จากกระแสสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เทคโนโลยี Blcokchain ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการลงทุนและการนำมาปรับใช้ประโยชน์กับธุรกิจ โดยในบทความนี้ KATALYST จะไขข้อสงสัยว่า Blockchain คืออะไร และเทคโนโลยีจะส่งผลต่อธุรกิจอย่างไรในอนาคต

 

Blockchain คืออะไร

Blockchain คือ เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล (Data Structure) ที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายผ่านการเข้ารหัสทางคอมพิวเตอร์ โดยข้อมูลที่ถูกบันทึกจะส่งต่อข้อมูลไปยังทุกคนในเครือข่าย ซึ่งยากต่อการปลอมแปลงข้อมูล เพราะทุกคนจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ส่งผลให้ Blockchain เป็นเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง

Blockchain เกี่ยวข้องอะไรกับสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency)

ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาสกุลเงินดิจิทัลได้รับความสนใจจากผู้คนมากยิ่งขึ้น จากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ทั้ง Bitcoin และ Ethereum ซึ่งมีหลายปัจจัยมารองรับทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงหรือการกว้านซื้อจากนักลงทุนสถาบัน

สิ่งที่เชื่อมต่อระหว่างสกุลเงินดิจิทัลกับ Blockchain คือ พื้นฐานของระบบที่ต้องเข้ารหัสผ่านคอมพิวเตอร์ โดยไม่รวมข้อมูลไว้ที่ใดที่หนึ่ง แต่จะกระจายข้อมูลไปยังเครือข่ายต่างๆ โดยทุกข้อมูลจะเชื่อมโยงกันทั้งระบบ

Blockchain เข้ามามีบทบาทในการเพิ่มความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูลของผู้ครอบครองสกุลเงินดิจิทัล ทั้งจำนวนเงินและจำนวนครั้งในการโอน โดยกระจายข้อมูลไปให้ทุกคนในเครือข่ายรับรู้ถึงประวัติการทำธุรกรรม ส่งผลให้สกุลเงินดิจิทัลมีความโปร่งใส และปลอดภัยต่อการถูกปลอมแปลงข้อมูล

 

Blockchain ทำอะไรได้บ้างนอกจากเรื่องสกุลเงินดิจิทัล

ในปัจจุบัน Blockchain ถูกใช้งานในหลายอุตสาหกรรม ด้วยคุณสมบัติที่สามารถจัดเก็บและเชื่อมโยง ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการ สำหรับตัวอย่างธุรกิจที่เริ่มนำ Blockchain มาใช้งานมีดังนี้

ธุรกิจการเงิน
สำหรับธุรกิจการเงินกับ Blockchain สามารถนำมาต่อยอดในกระบวนการทำงาน ทั้งการเสริมความปลอดภัยในด้านการจัดเก็บข้อมูล และช่วยลดขั้นตอนในการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยทางธนาคาร ReiseBank AG ในประเทศเยอรมนี ได้นำเทคโนโลยี Blockchain มาช่วยในการโอนเงินข้ามประเทศ ซึ่งลดระยะเวลาจาก 1-3 วัน เหลือเพียง 20 วินาทีเท่านั้น

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
Blockchain เข้ามาพัฒนาและสร้างโอกาสในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งด้านการทำ Smart Contract ที่ช่วยตรวจสอบข้อมูลและลดตัวกลางในการทำสัญญา ไปจนถึงการเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขาย แปลงสินทรัพย์เป็น Token และซื้อขายผ่านระบบ ICO (Inital Coin Offering) ซึ่งเป็นระบบการระดมทุนแบบดิจิทัล โดยเสนอซื้อขาย Token ผ่านระบบ Blockchain

ตัวอย่างการใช้งานจริง Elevated Returns บริษัทจัดการสินทรัพย์จากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการทำ Tokenization Real Estate Assest ด้วยการเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์เป็น Token โดยเริ่มต้นจากโครงการขายรีสอร์ตที่รัฐโคโลราโด (Colorado) ด้วยมูลค่ากว่า 18 ล้านอีเธอเรียม (Ethereum) หรือประมาณ 7 แสนล้านบาท

ธุรกิจการแพทย์
ในด้านธุรกิจการแพทย์ Blockchain เข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการข้อมูล ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายประวัติคนไข้ ทำให้การส่งต่อการรักษา (Refer) สะดวกมากยิ่งขึ้น หรือการสอนหุ่นยนต์กู้ภัย ที่สามารถสอนหุ่นยนต์เพียงตัวเดียว แต่สามารถใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการกระจายความรู้ไปสู่หุ่นยนต์ตัวอื่นๆ ได้ ทำให้ลดระยะเวลาการป้อนคำสั่งให้กับหุ่นยนต์ทุกตัว

ตัวอย่างการใช้ Blockchain ในธุรกิจการแพทย์จริง เช่น Patientory สตาร์ทอัพสายสุขภาพนำ Blockchain มาใช้ในการเก็บข้อมูลสำคัญทางการแพทย์ของผู้ป่วย หรือ Farmatrust สตาร์ทอัพจากลอนดอนที่ใช้ Blockchain ในการตรวจสอบที่มาของยาแต่ละชนิด เพื่อป้องกันการปลอมแปลงข้อมูลของยา และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค

 

วิธีการนำ Blockchain มาใช้ในการพัฒนาธุรกิจ

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าธุรกิจขนาดใหญ่หลายเจ้า เริ่มหันมาใช้ Blockchain ในการดำเนินงาน ซึ่งแท้จริงแล้ว Blockchain ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่สามารถปรับใช้กับธุรกิจทั่วไปได้ด้วย โดยตัวอย่างการใช้งาน Blockchain ในธุรกิจมีดังนี้

 

1. พัฒนารูปแบบการทำสัญญา

Blockchain สามารถนำมาปรับใช้ในการทำสัญญาระหว่างธุรกิจ ผ่านการทำ Smart Contract หรือสัญญาดิจิทัล โดยสัญญาดังกล่าวจะเป็นรูปแบบที่สามารถดำเนินงานได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง นอกจากนี้ Smart Contract ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรพนักงานในการตรวจสอบเอกสาร โดยข้อมูลจะถูกตรวจสอบผ่านเครือข่าย ทำให้ลดระยะเวลาและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

2. ลดระยะเวลาและต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงิน

ปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการเป็นเวลานาน และต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับตัวกลางอย่างธนาคารหรือสถาบันทางการเงินทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมเพิ่มมากขึ้น หากปรับมาใช้ Blockchain ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ด้วยระบบ Peer to Peer ที่ไม่ต้องผ่านตัวกลาง จะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าว นอกจากนี้ Blockchain ยังสามารถบันทึกและติดตามที่มาของเงินได้อีกด้วย ทำให้ลดขั้นตอนการตรวจสอบที่มาของเงิน ช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดเวลาและต้นทุนในการทำธุรกรรม

 

3. รู้ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้ามากขึ้น

ในอนาคตที่มีแนวโน้มการใช้งาน Blockchain มากขึ้น โดยในการทำธุรกรรม ผู้คนจะมี Digital ID ของตัวเอง และ Digital ID นี้เอง จะช่วยให้ธุรกิจสามารถทราบพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมที่เกิดจาก Blockchain ไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นพฤติกรรมลูกค้าที่พบจึงเป็นพฤติกรรมที่แท้จริง

การที่เราทราบข้อมูลเชิงลึกที่แท้จริง ทำให้เราสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านการตลาดไปจนถึงการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น

 

Summary

Blockchain คือ หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเข้ามาช่วยและอาจเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจ เช่นเดียวกับ API และ Big Data โดย Blockchain นำมาซึ่งโอกาสทั้งในด้านการลดระยะเวลาและต้นทุน ไปจนถึงการทำการตลาด โดยในปัจจุบันมีหลายธุรกิจที่เริ่มนำ Blockchain มาใช้งาน ซึ่งผลลัพธ์ก็พิสูจน์แล้วว่า Blockchain สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง ทั้งนี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจรายใหญ่เท่านั้น แต่ Startup ก็สามารถนำ Blockhain เข้ามาใช้ในการพัฒนา Product & Service ได้เช่นเดียวกัน